สวาทลับในวังหลวง
เงาในความมืด
ตอนฟรีตอนที่ 8: เงาในความมืด
──────────────────────────────────────
สิบวันผ่านไปในพระตำหนักองค์ชายอิศวร
จันทร์วลัยเริ่มคุ้นเคยกับจังหวะชีวิตในพระตำหนักจนเป็นธรรมชาติ ตื่นก่อนไก่ขัน จุดไฟหุงข้าวต้มปลา เด็ดดอกมะลิวางข้างสำรับ เฝ้าสำรับขณะองค์ชายเสวย ซักผ้า ปัดกวาด จัดพระตำหนักให้เป็นระเบียบตามที่พระองค์ทรงชอบ—ทุกอย่างต้องอยู่ในตำแหน่งเดิม ไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่นิ้ว
เย็นวันนั้น จันทร์วลัยกำลังตากผ้าอยู่หลังเรือนครัว แก้วตาวิ่งหอบแฮกมาหา
"คุณหญิง! มีคนมาหาค่ะ!"
"ใคร?"
"ผู้ชายคนหนึ่ง บอกว่ามาจากพระตำหนักฝ่ายหน้า แต่ไม่ใช่คนของพระตำหนักนี้"
จันทร์วลัยเช็ดมือกับผ้า "ให้เขารอที่ลานหน้าเรือนครัว ข้าจะออกไป"
"คุณหญิง ระวังนะคะ คนนี้หน้าตายิ้มแย้มแต่ตาร้าย"
────
ชายผู้มาเยือนยืนอยู่ที่ลานหิน ท่าทางสบายราวกับอยู่บ้านตัวเอง
เขาอายุราวสามสิบกลาง สูงปานกลาง รูปร่างเพรียวแต่ดูแข็งแกร่ง แต่งกายดีด้วยผ้าไหมสีน้ำเงินครามตัดขอบทอง ผ้าคาดอกปักลายเถาไม้ ยิ้มง่าย ตาเรียวยาว มีไฝที่มุมปากข้างขวาที่ทำให้รอยยิ้มดูน่าเชื่อถือกว่าที่ควร
"จันทร์วลัย" เขาพนมมือไหว้อย่างสุภาพ "ข้าชื่อขุนเดช มาจากพระตำหนักองค์ชายพี่"
จันทร์วลัยก้มกราบตามธรรมเนียม "ขุนเดชมาด้วยธุระอันใดเพคะ?"
"ธุระของข้า ก็คือธุระของเจ้า" ขุนเดชยิ้มกว้าง เสียงอ่อนหวาน "ข้ามาด้วยข่าวดี"
"ข่าวดี?"
"ดีมากด้วย" เขาเดินเข้ามาใกล้ขึ้นหนึ่งก้าว เสียงลดต่ำลงเป็นเสียงกระซิบราวกับจะบอกความลับ "เรื่องเกี่ยวกับบิดาของเจ้า ขุนศรีภักดี"
ชื่อพ่อดังขึ้นกลางอากาศ จันทร์วลัยรู้สึกหัวใจกระตุก เหมือนมีมือบางอย่างเอื้อมเข้ามาจับ
"พ่อของหม่อมฉัน?" เธอพยายามคุมเสียงให้นิ่ง
"ข้ารู้ว่าบิดาของเจ้าถูกใส่ร้ายว่าคิดกบฏ" ขุนเดชพูดช้าๆ เลือกคำอย่างระมัดระวัง "ถูกริบทรัพย์สิน ยศศักดิ์ ถูกเนรเทศ ลูกสาวถูกส่งเข้าวังเป็นนางสนม"
"ท่านรู้ได้อย่างไร?"
"ข้ารู้มากกว่าที่เจ้าคิด" ขุนเดชแกล้งถอนหายใจราวกับเห็นใจ "และองค์ชายพี่ของข้า... พระองค์ทรงรู้มากกว่าข้าอีก"
จันทร์วลัยเงียบ มือที่ซ่อนอยู่ในผ้าซิ่นกำแน่น
ขุนเดชอ่านสีหน้าเธอแล้วยิ้ม "เจ้าไม่ต้องกลัว ข้ามาในฐานะมิตร ไม่ใช่ศัตรู"
"ในวังหลวงนี้ หม่อมฉันไม่มีมิตร" จันทร์วลัยพูดเรียบ "มีแต่คนที่ยังไม่แสดงตัวว่าเป็นศัตรู"
ขุนเดชหัวเราะเบาๆ "ฉลาด องค์ชายพี่ตรัสถูก เจ้าไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา"
"องค์ชายพี่... ตรัสถึงหม่อมฉัน?"
"ทรงสนพระทัยเจ้ามากทีเดียว ตั้งแต่วันที่เจ้ารำถวายในงานสมโภช" ขุนเดชเอนตัวเข้ามา "พระองค์ตรัสว่า 'หญิงงามเช่นนี้ ไม่ควรเป็นแค่นางสนม ควรเป็นเจ้าจอม'"
จันทร์วลัยไม่แสดงอาการใดๆ แต่ในใจเธอเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว
_องค์ชายพี่ส่งคนมาเกี้ยวจัน_
_ไม่ใช่เพราะสนใจข้า แต่เพราะต้องการแย่งข้าจากองค์ชายอิศวร_
"ท่านขุนเดช" เธอพูดช้า "ท่านบอกว่ามีข่าวดีเรื่องพ่อ ช่วยพูดให้ชัดเจนกว่านี้ได้ไหมเพคะ?"
ขุนเดชพยักหน้า หยิบม้วนกระดาษเล็กๆ จากเอวพก คลี่ออกให้จันทร์วลัยดู
"นี่คือสำเนาฎีกาที่องค์ชายพี่ทรงเตรียมถวายพระราชบิดา ขอพระราชทานอภัยโทษให้ขุนศรีภักดี"
จันทร์วลัยมองกระดาษ มือสั่นเล็กน้อย เธอเห็นตราประจำพระองค์ขององค์ชายพี่ประทับอยู่มุมบน ตัวอักษรเขียนด้วยลายมืองาม ข้อความระบุชัดเจนว่าขุนศรีภักดีบริสุทธิ์ ถูกใส่ร้ายโดยขุนนางผู้ริษยา สมควรได้รับคืนยศศักดิ์และทรัพย์สิน
"ถ้าฎีกานี้ถูกถวาย... พ่อของหม่อมฉันจะ..."
"คืนยศ คืนทรัพย์สิน กลับมาเป็นขุนนางชั้นสูง" ขุนเดชพูดจบประโยคให้ "และเจ้า... จะไม่ใช่ 'ลูกสาวกบฏ' อีกต่อไป"
จันทร์วลัยกลืนน้ำลาย มืออยากจะคว้ากระดาษนั้นมากเหลือเกิน แต่เธอบังคับตัวเองให้ถอยมือกลับ
_ของฟรีไม่มีในโลก พ่อสอนเสมอ_
"แลกกับอะไร?" เธอถาม ตรงๆ
ขุนเดชยิ้มกว้างขึ้น ราวกับพอใจที่เธอถามคำถามที่ถูกต้อง
"ไม่มาก" เขาม้วนกระดาษกลับ "องค์ชายพี่ทรงขอเพียงให้เจ้า... ย้ายไปอยู่ในพระตำหนักของพระองค์"
"ย้ายไป?"
"ในฐานะเจ้าจอม" ขุนเดชเน้นเสียง "ไม่ใช่นางสนม ไม่ใช่สาวใช้ เป็นเจ้าจอม มีตำแหน่ง มีเกียรติ มีอำนาจ"
จันทร์วลัยนิ่ง
ลมพัดผ่าน พาเอากลิ่นมะลิจากสวนหน้าพระตำหนักลอยมา
_กลิ่นมะลิ_
เธอนึกถึงกระถางมะลิสามกระถาง นึกถึงมือที่ค่อยๆ เทน้ำลงดิน นึกถึงเรื่องเล่าเมื่อคืนจันทร์กลางเดือน เด็กชายแปดขวบอุ้มแม่วิ่ง
_"เพราะเจ้าก็สูญเสียเหมือนข้า"_
แล้วเธอนึกถึงข้าวต้มปลาสามชาม และดอกมะลิที่ถูกหยิบติดพระหัตถ์ไป
"ท่านขุนเดช" จันทร์วลัยพูด เสียงนิ่งขึ้นกว่าเดิม "หม่อมฉันขอบพระทัยที่องค์ชายพี่ทรงมีพระเมตตา"
"แล้วคำตอบของเจ้า?"
"หม่อมฉัน... ขอปฏิเสธอย่างสุภาพ"
ยิ้มของขุนเดชสะดุด ไม่หายไป แต่แข็งตัวขึ้น เหมือนดินเหนียวที่ถูกแดดเผา
"เจ้าคิดดีแล้วหรือ?" เสียงเขาเปลี่ยน ยังคงอ่อนหวาน แต่มีลมหนาวแทรก "นี่คือโอกาสที่จะล้างมลทินให้บิดา ใครจะมีอำนาจพอทำเรื่องนี้ได้ นอกจากองค์ชายพี่ พระราชโอรสองค์แรก ผู้มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์?"
"หม่อมฉันรู้ว่าองค์ชายพี่ทรงมีพระอำนาจมาก" จันทร์วลัยก้มหน้า "แต่หม่อมฉันอยู่ในพระตำหนักองค์ชายอิศวรตามพระราชโองการ หม่อมฉันจะย้ายออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ได้"
"พระราชโองการ?" ขุนเดชหัวเราะเบา "จันทร์วลัย เจ้ารู้ดีว่าเจ้าอยู่ในพระตำหนักนี้ไม่ใช่เพราะพระราชโองการ แต่เพราะองค์ชายอิศวรทรงเอาเจ้ามาเอง"
"ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด หม่อมฉันอยู่ที่นี่ และหม่อมฉันจะไม่ทำสิ่งที่ไม่สมควร"
ขุนเดชจ้องเธอ ยิ้มค่อยๆ จางลงจนเหลือเพียงเงาริมฝีปากบาง
"เจ้าปฏิเสธเพราะภักดีต่อองค์ชายอิศวร... หรือเพราะรักพระองค์?"
คำถามนั้นทิ่มแทงเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว
จันทร์วลัยบังคับใบหน้าให้นิ่ง "หม่อมฉันเป็นเพียงแม่เรือน ไม่มีสิทธิ์รักใคร"
"แม่เรือนที่เด็ดดอกมะลิวางข้างสำรับ?" ขุนเดชถอยหลังหนึ่งก้าว เอียงหัว "ข้าสังเกตเห็นนะ เจ้าทำทุกเช้า"
จันทร์วลัยกัดริมฝีปาก
_เขาส่งคนมาสอดแนมถึงในพระตำหนัก_
"อย่าเพิ่งตัดสินใจวันนี้ก็ได้" ขุนเดชพลิกท่าที กลับมายิ้มอ่อนโยน "ข้าจะมาอีก เจ้าค่อยคิดให้ดี" เขาหยุด แล้วเอ่ยเสียงเบาจนแทบเป็นลมหายใจ "แต่จำไว้อย่างหนึ่ง จันทร์วลัย ในวังหลวงนี้ คนที่เลือกผิดข้าง... มักจะจบไม่สวย"
เขาพนมมือไหว้ หมุนตัวเดินจากไป ผ้าไหมน้ำเงินครามพลิ้วตามลม ทิ้งกลิ่นน้ำมันจันทน์เทียมที่หนักกว่าจันทน์จริงไว้ในอากาศ
จันทร์วลัยยืนนิ่งจนเสียงเท้าของขุนเดชเงียบหายไปตามทางเดิน
แก้วตาโผล่ออกมาจากหลังเรือนครัว หน้าซีด
"คุณหญิง... หม่อมฉันได้ยินหมดเลยค่ะ ทำไมคุณหญิงไม่รับ? ถ้าล้างมลทินให้คุณพ่อได้..."
"แก้วตา" จันทร์วลัยส่ายหัว เสียงเหนื่อย "ถ้าใครสักคนเสนอให้เจ้าทุกอย่างที่อยากได้ โดยที่เจ้าไม่ต้องทำอะไรเลย นั่นไม่ใช่ข้อเสนอ นั่นคือกับดัก"
"แต่..."
"พ่อข้าถูกใส่ร้ายว่าคิดกบฏ ถ้าข้ารับข้อเสนอขององค์ชายพี่ แล้ววันหนึ่งองค์ชายพี่ต้องการให้ข้าทำอะไรที่เลวร้ายกว่านั้น ข้าจะปฏิเสธได้ไหม?" จันทร์วลัยมองแก้วตา "คนที่ยอมขายตัวเองครั้งแรก จะถูกบังคับให้ขายอีกทุกครั้ง"
แก้วตาเงียบ ก้มหน้า
"ข้าจะล้างมลทินให้พ่อ" จันทร์วลัยพูดเบาแต่หนักแน่น "แต่ด้วยวิถีของข้าเอง ไม่ใช่ด้วยราคาที่ต้องขายตัว"
────
ค่ำวันนั้น จันทร์วลัยจัดสำรับเย็นตามปกติ
องค์ชายเสด็จมาเสวยตอนจวนค่ำ ทรงสวมผ้านุ่งสีน้ำตาลเข้ม ผ้าคาดพระอุระพาดบ่า เส้นพระเกศายังชื้นจากการสรงน้ำ
จันทร์วลัยก้มกราบ ยกสำรับขึ้น
พระองค์ประทับลง ทอดพระเนตรสำรับ
"แกงเผ็ดกับปลาย่าง" พระองค์ตรัส
"เพคะ แกงเผ็ดเนื้อ ปลาย่างเกลือสมุนไพร ต้มข่าไก่ ผักลวก และน้ำพริกกะปิ"
พระองค์ทรงหยิบช้อน แล้วหยุด
"เจ้ามีอะไร"
ไม่ใช่คำถาม เป็นคำบอก
จันทร์วลัยสะดุ้งเล็กน้อย "เพคะ?"
"ตาเจ้าบวม เจ้าร้องไห้"
"หม่อมฉันไม่ได้—"
"อย่าโกหกข้า" พระสุรเสียงเรียบ แต่มีน้ำหนักอยู่ใต้ทุกพยางค์ "ข้าเห็นคนโกหกมาทั้งชีวิต ข้ารู้"
จันทร์วลัยก้มหน้า มือกุมชายผ้าซิ่น
"มีคนมาหาหม่อมฉันวันนี้ พระองค์ค่ะ"
"ใคร?"
"ขุนเดช จากพระตำหนักองค์ชายพี่"
มือขององค์ชายที่จับช้อนหยุดนิ่ง พระพักตร์ไม่เปลี่ยน แต่บรรยากาศในห้องเปลี่ยน เหมือนอุณหภูมิลดลงกะทันหัน แม้เทียนจะยังลุกไหวอยู่บนเชิง
"ขุนเดชมาทำอะไร?" พระสุรเสียงเรียบจนน่ากลัว
"มาเสนอตำแหน่งเจ้าจอมในพระตำหนักองค์ชายพี่ แลกกับ..." จันทร์วลัยหยุด กลืนน้ำลาย "แลกกับฎีกาล้างมลทินให้พ่อของหม่อมฉัน"
ความเงียบแผ่ยาว
องค์ชายวางช้อนลง เสียงโลหะกระทบเซรามิกดังกริ๊ก แต่ในความเงียบของห้องมันดังราวกับระฆัง
"แล้วเจ้าตอบว่าอย่างไร?"
จันทร์วลัยยกหน้าขึ้น สบพระเนตร
"หม่อมฉันปฏิเสธ"
พระองค์ทรงจ้องเธอ สายพระเนตรสีดำเข้มเจาะลึกราวกับจะทะลุเข้าไปในใจ
"ทำไม?"
"เพราะหม่อมฉันไม่ไว้ใจ" จันทร์วลัยพูดตรงๆ "ข้อเสนอที่ดีเกินไป มักมีราคาที่ไม่ได้บอก"
"ไม่ใช่เพราะภักดีต่อข้า?"
คำถามนั้นทำให้จันทร์วลัยชะงัก
"หม่อมฉัน..." เธอเลือกคำ "หม่อมฉันอยู่ในพระตำหนักของพระองค์ หม่อมฉันจะไม่ทำสิ่งที่ไม่สมควร"
"นั่นไม่ใช่คำตอบ" พระองค์ตรัส
"นั่นคือคำตอบเดียวที่หม่อมฉันมี พระองค์ค่ะ"
องค์ชายทรงมองเธออีกนาน แล้วทรงหยิบช้อนขึ้นเสวยต่อ ไม่ตรัสอะไรอีก
แต่จันทร์วลัยสังเกตเห็นว่าเส้นกรามของพระองค์ขบแน่นกว่าปกติ และพระหัตถ์ที่จับช้อนมีเส้นเอ็นขึ้นที่ข้อพระหัตถ์
พระองค์ทรงพิโรธ
แต่ไม่ใช่กับเธอ
────
หลังเสวยเสร็จ องค์ชายเสด็จออกจากห้องเสวยโดยไม่ตรัสอะไร
จันทร์วลัยเก็บสำรับ มือล้างถ้วยชามในอ่างดินเผา เสียงน้ำกระทบเซรามิกดังกลบความคิดในหัว
_พระองค์ทรงพิโรธที่องค์ชายพี่ส่งคนมา ไม่ใช่พิโรธที่ข้าปฏิเสธ_
_ทรงโกรธที่มีคนบุกรุกเข้ามาในพระตำหนักของพระองค์_
_หรือ... ทรงโกรธที่มีคนพยายามเอาข้าไป?_
เธอวางถ้วยลง สะบัดน้ำจากมือ
_อย่าคิดมาก จันทร์วลัย เจ้าเป็นแค่แม่เรือน_
แก้วตาเดินมาช่วยเช็ดจาน สังเกตหน้าจันทร์วลัย
"คุณหญิง องค์ชายทรงว่าอะไรไหมคะ?"
"ไม่ได้ว่าอะไร"
"แต่คุณหญิงหน้าแดง"
"เพราะร้อน" จันทร์วลัยตอบเร็วเกินไป
แก้วตาอมยิ้ม ไม่พูดอะไรอีก
────
สองชั่วโมงหลังเที่ยงคืน จันทร์วลัยตื่นขึ้นเพราะเสียงพูดคุยที่ลอยมาจากด้านหน้าพระตำหนัก
เสียงต่ำ เร่งเร้า สองเสียง
เธอย่องไปที่หน้าต่าง แง้มช่องไม้ออกดู
ใต้แสงจันทร์ องค์ชายอิศวรทรงยืนอยู่กลางลาน ทรงสวมผ้านุ่ง ไม่มีผ้าคาดพระอุระ พระหัตถ์ทั้งสองกอดอกอยู่ตรงหน้าพระอุระ ท่วงท่าเย็นชาราวหินผา
ตรงข้ามพระองค์คือขุนศึก ขุนพลคู่ใจ ยืนตรงราวกับเสาเหล็ก
"สอบได้แล้วว่าขุนเดชเข้ามาทางไหน?" องค์ชายตรัส เสียงเรียบจนแทบไม่มีเสียง
"ทางสวนด้านตะวันตกพระองค์ครับ มียามของเราเปิดทางให้"
"ยามคนไหน?"
"ยามชื่อเพชร ได้รับสินบนจากฝ่ายองค์ชายพี่"
"ย้ายมัน ส่งไปรักษาด่านชายแดนฝั่งตะวันออก ไม่ต้องลงโทษ แค่ให้มันรู้ว่าข้ารู้"
"ครับ"
องค์ชายทรงนิ่งไปครู่ แล้วตรัสต่อ เสียงเปลี่ยนจากเย็นชาเป็นเย็นยะเยือก
"ขุนเดชบอกอะไรกับจันทร์วลัย?"
"จากที่สอบถาม... ขุนเดชเสนอตำแหน่งเจ้าจอมและฎีกาล้างมลทินให้บิดาของนาง"
เสียงลมหายใจขององค์ชายดังขึ้นในความเงียบ ไม่ใช่หายใจหอบ เป็นหายใจลึกช้าๆ แบบคนที่กำลังบังคับตัวเองไม่ให้ระเบิด
"มันกล้าดี"
ขุนศึกไม่พูด รอ
"มันกล้ามาหว่านล้อมคนในพระตำหนักข้า" องค์ชายตรัส แต่ละคำหนักราวกับตะปูตอกลงบนไม้ "มันกล้าเอาชื่อบิดาของเธอมาเป็นเหยื่อล่อ มันกล้า..."
พระองค์หยุด
จากมุมหน้าต่าง จันทร์วลัยเห็นพระหัตถ์ขององค์ชายกำแน่นจนข้อนิ้วขาว
"พระองค์ครับ จะให้ข้าจัดการขุนเดชไหม?" ขุนศึกถามเบาๆ
"ไม่" องค์ชายตรัสทันที "ถ้าข้าจัดการขุนเดช เท่ากับบอกองค์ชายพี่ว่าข้าสนใจจันทร์วลัย แล้วมันจะยิ่งเล่นงานเธอหนักขึ้น"
ขุนศึกพยักหน้า
"แต่ให้เพิ่มคนเฝ้า เปลี่ยนยามใหม่ทุกคน เอาคนที่ข้าไว้ใจได้ ห้ามใครเข้าพระตำหนักนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากข้าหรือเจ้า"
"ครับ"
"และ... ขุนศึก"
"ครับ?"
"สืบเรื่องบิดาของจันทร์วลัยให้ข้า"
ขุนศึกเงียบไปครู่ "สืบ... เรื่องอะไรพระองค์ครับ?"
"ทุกเรื่อง ข้อกล่าวหา หลักฐาน ใครอยู่เบื้องหลัง ทั้งหมด"
"พระองค์ครับ... ข้าสืบเรื่องนี้มาก่อนหน้าแล้ว"
องค์ชายหันพระพักตร์มามอง "อะไร?"
"ตั้งแต่วันที่พระองค์ทรงสั่งให้ย้ายนางจันทร์วลัยมาอยู่ในพระตำหนัก ข้าก็สืบเรื่องภูมิหลังของนางไว้แล้ว ตามหน้าที่"
"แล้วสืบได้อะไร?"
ขุนศึกลังเล "ข้อกล่าวหากบฏ... มีรูรั่วมาก ไม่มีพยานตรง หลักฐานอ่อน มีแต่คำให้การของขุนนางฝ่ายตรงข้าม ซึ่งล้วนเป็นคนของ..."
"ขององค์ชายพี่" องค์ชายพูดจบให้
"ครับ"
ความเงียบอีกครั้ง ลมกลางคืนพัดดอกมะลิในสวนส่งกลิ่นหอม
องค์ชายทรงหันพระพักตร์ไปมองท้องฟ้า ดวงจันทร์เสี้ยวลอยอยู่ท่ามกลางดาวพร่างพราว
"ข้ารู้มาตลอด" พระองค์ตรัสเบาจนจันทร์วลัยต้องเงี่ยหูฟัง "ข้ารู้ว่าบิดาของเธอบริสุทธิ์"
จันทร์วลัยรู้สึกหัวใจเต้นแรง มือที่จับขอบหน้าต่างเกร็ง
_พระองค์ทรงรู้? ทรงรู้ว่าพ่อข้าบริสุทธิ์? แล้วทำไม..._
"แต่ข้ายังไม่อยู่ในตำแหน่งที่จะทำอะไรได้" พระองค์ตรัสต่อ ราวกับอธิบายให้ตัวเอง "ถ้าข้ายื่นฎีกาตอนนี้ องค์ชายพี่จะรู้ว่าข้าสืบเรื่องนี้ เท่ากับบอกว่าข้ามีหลักฐานแย้ง แล้วมันจะทำลายหลักฐานก่อนที่ข้าจะใช้มันได้"
"แล้วพระองค์จะ..."
"ข้าจะเก็บไว้ เก็บจนถึงเวลาที่เหมาะสม แล้วข้าจะเอาทุกอย่างคืนให้"
"ให้ใครพระองค์ครับ?"
องค์ชายทรงนิ่ง
"ไปพักผ่อนเถอะ ขุนศึก"
ขุนศึกก้มกราบ แล้วถอยกลับไปในความมืด
────
จันทร์วลัยปิดช่องหน้าต่างอย่างระวังที่สุด มือสั่น
เธอนั่งลงบนเสื่อ หลังพิงฝาผนังไม้ หายใจลึกหลายครั้ง
_พระองค์ทรงรู้ว่าพ่อข้าบริสุทธิ์_
_ทรงสืบหาหลักฐานไว้แล้ว_
_แต่ยังไม่ทรงบอกข้า_
เธอควรโกรธหรือเปล่า? พระองค์ทรงรู้ความจริงแต่เก็บไว้ ในขณะที่เธอทนทุกข์กับตราบาป "ลูกสาวกบฏ" มาตลอด
แต่เธอไม่โกรธ
เพราะเธอเข้าใจ
ในวังหลวงนี้ ความจริงไม่ใช่สิ่งที่พูดได้ตามใจ การเปิดเผยหลักฐานในจังหวะที่ผิด อาจทำให้สูญเสียทุกอย่าง เหมือนแม่ทัพที่รู้ว่าศัตรูอยู่ตรงไหน แต่ต้องรอจังหวะก่อนจะโจมตี
_พระองค์ทรงเล่นหมากรุก ไม่ใช่แค่ในสงคราม แต่ในวังด้วย_
_และข้า... ข้าอยู่บนกระดานนั้น_
_แต่ไม่ใช่ตัวหมาก_
_ข้าเป็นอะไร?_
เธอดึงผ้าห่มคลุมไหล่ มองแสงจันทร์ที่ลอดเข้ามาทาบพื้นไม้
ข้างนอก เสียงฝีเท้าขององค์ชายเดินกลับเข้าพระตำหนัก ก้าวยาว หนัก แต่ช้ากว่าปกติ ราวกับทรงแบกบางอย่างที่หนักอึ้งไว้บนพระอังสา
จันทร์วลัยหลับตา
_พระองค์ทรงแบกเรื่องของข้าไว้ด้วย... โดยที่ข้าไม่เคยรู้_
น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาตามแก้ม เธอเช็ดออกอย่างเร็ว
_อย่าร้องไห้ จันทร์วลัย เจ้าต้องเข้มแข็ง_
_พ่อก็บอกเสมอ "ลูกพ่อ จงเข้มแข็ง อย่าให้ใครหักเจ้าได้"_
เธอพลิกตัว ดึงผ้าห่มคลุมแน่น
กลิ่นมะลิลอยเข้ามาทางหน้าต่าง เหมือนทุกคืน
แต่คืนนี้ กลิ่นนั้นไม่ได้หอมหวานอย่างเดียว
มันหอมเหมือนคำสัญญาที่ยังไม่ได้พูดออกเสียง
────
เช้าวันรุ่งขึ้น จันทร์วลัยตื่นก่อนไก่ขัน
เธอหุงข้าวต้มปลาใส่ขิงอ่อน ต้นหอม ผักชี พริกไทยป่น เหมือนทุกเช้า
เธอเด็ดดอกมะลิสดจากสวน วางข้างสำรับ เหมือนทุกเช้า
แต่วันนี้ เธอวางดอกมะลิสองดอก
เมื่อองค์ชายเสด็จมาเสวย พระองค์ทอดพระเนตรสำรับ
ทอดพระเนตรดอกมะลิสองดอก
สายพระเนตรหยุดอยู่ที่ดอกมะลินานกว่าปกติ
"ทำไมสองดอก?" พระองค์ถาม
จันทร์วลัยก้มหน้า "เพราะวันนี้หม่อมฉันอยากให้พระองค์รู้ว่า... พระตำหนักนี้มีคนที่รู้สึกขอบพระทัยที่ได้อยู่ที่นี่"
พระองค์ทรงจ้อง
"ขอบใจทำไม?"
"เพราะพระองค์ทรงปกป้องหม่อมฉัน" เธอพูดเบาๆ ไม่ยกหน้าขึ้น "ทั้งที่พระองค์ไม่จำเป็นต้องทำ"
จันทร์วลัยไม่ได้บอกว่าเธอได้ยินบทสนทนากลางดึก ไม่ได้บอกว่าเธอรู้ว่าพระองค์ทรงรู้ความจริงเรื่องพ่อ เธอแค่วางดอกมะลิดอกที่สอง
_ดอกหนึ่งสำหรับพระมารดาของพระองค์_
_อีกดอกหนึ่งสำหรับพระองค์_
องค์ชายไม่ตรัสอะไร
ทรงหยิบดอกมะลิทั้งสองดอกขึ้น วางไว้ข้างพระหัตถ์
แล้วเสวยข้าวต้มปลา
สามชาม
────
ก่อนเสด็จออกไปฝึกดาบ องค์ชายหยุดที่ธรณีประตู
"จันทร์วลัย"
"เพคะ?"
พระองค์ไม่ทรงหันกลับมา เธอเห็นแค่แผ่นพระปฤษฎางค์กว้าง รอยสักยันต์ที่หลังเป็นลวดลายเข้มใต้ผ้าคาดพระอุระ แผลเป็นที่ไหล่ซ้ายเผยขอบเล็กน้อยเหนือชายผ้า
"ถ้ามีใครมาอีก... บอกข้า"
"เพคะ"
"และ..." พระองค์ทรงหยุดอีกครู่ "อย่ารับข้อเสนอจากใคร โดยที่ยังไม่ได้ถามข้า"
"พระองค์ทรงหมายความว่า..."
"ข้าหมายความตามที่พูด" พระองค์ตรัส แล้วเสด็จออกไป
จันทร์วลัยยืนนิ่ง มองพระปฤษฎางค์ที่หายลับไปตามทางเดิน
_"อย่ารับข้อเสนอจากใคร โดยที่ยังไม่ได้ถามข้า"_
_พระองค์... ทรงหมายความว่า ถ้าข้าต้องการอะไร ให้ถามพระองค์ก่อน?_
_ทรงหมายความว่า พระองค์จะเป็นคนให้ข้าเอง?_
_หรือทรงหมายความว่า... เจ้าเป็นของข้า อย่าให้ใครมายุ่ง?_
แก้วตาเดินมายืนข้างๆ เหลือบมองตามสายตาจันทร์วลัย
"คุณหญิง"
"อะไร?"
"คุณหญิงยิ้มค่ะ"
จันทร์วลัยยกมือขึ้นแตะริมฝีปาก
จริงด้วย
────
บ่ายวันนั้น จันทร์วลัยกวาดลานหน้าพระตำหนักอยู่ เมื่อเงาร่างหนึ่งปรากฏที่ทางเข้า
ไม่ใช่ขุนเดช คราวนี้เป็นหญิงสาวใช้ที่จันทร์วลัยไม่รู้จัก แต่งกายสะอาดเรียบร้อย แต่ผ้าซิ่นเป็นไหมเนื้อดีกว่าสาวใช้ทั่วไป
"จันทร์วลัย?" หญิงนั้นเอ่ย "ข้ามาส่งของจากองค์ชายพี่"
เธอยื่นกล่องไม้จันทน์แกะสลักให้
จันทร์วลัยมอง ไม่รับ
"ท่านช่วยนำกลับไปด้วย" เธอพูดสุภาพ "หม่อมฉันไม่สมควรรับของพระราชทานจากองค์ชายพี่"
"แต่พระองค์ทรงสั่ง—"
"หม่อมฉันอยู่ในพระตำหนักองค์ชายอิศวร การรับของจากพระตำหนักอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ผิดธรรมเนียม"
หญิงสาวใช้ยืนอึ้ง แล้วถอยกลับไปพร้อมกล่องไม้จันทน์
จันทร์วลัยมองเธอเดินจากไป แล้วหันกลับมากวาดลานต่อ
_เงาในความมืดมาจากทุกทิศ_
_แต่ข้ารู้แล้วว่าจะยืนตรงไหน_
เธอกวาดลาน ลมพัดดอกมะลิร่วงลงบนพื้นหิน เธอก้มลงเก็บ วางไว้ในฝ่ามือ
ดอกมะลิสีขาว กลิ่นหอม บานในความมืด
เหมือนคนดีที่ไม่ต้องอวด
เธอยิ้ม แล้วเดินเข้าเรือนครัวไปเตรียมสำรับเย็น
ข้าวต้มปลาใส่ขิงอ่อน
สำหรับสามชาม
────────────────────────────────────── จบตอนที่ 8 ตอนต่อไป: ตอนที่ 9 - สระน้ำกลางจันทร์ ──────────────────────────────────────