สวาทลับในวังหลวง
ในพระตำหนัก
ตอนฟรีตอนที่ 7: ในพระตำหนัก
──────────────────────────────────────
เช้าวันรุ่งขึ้น จันทร์วลัยแบกห่อผ้าเดินไปตามทางเดินในวัง แก้วตาเดินตามหลังหอบข้าวของเล็กๆ น้อยๆ
"คุณหญิง ท้าวศรีจุฬาลักษณ์พอรู้ข่าว หน้าท่านเขียวเลยนะคะ"
"ข้ารู้"
"ท่านบอกว่าจะไปร้องทุกข์กับเจ้าจอมมารดาองค์ชายพี่"
"ก็ให้ท่านไปเถอะ" จันทร์วลัยพูดเรียบ "องค์ชายอิศวรสั่งเอง ท้าวศรีจุฬาลักษณ์จะไปร้องทุกข์กับใคร ก็ต้องเทียบอำนาจกับองค์ชายให้ได้ก่อน"
แก้วตากลืนน้ำลาย "แต่... คุณหญิงไม่กลัวหรือคะ?"
"กลัวสิ" จันทร์วลัยหันมายิ้มบาง ลักยิ้มข้างซ้ายปรากฏแวบหนึ่ง "แต่ข้ากลัวท้าวศรีจุฬาลักษณ์น้อยกว่ากลัวองค์ชาย ถ้าพระองค์สั่ง ข้าไม่ทำ นั่นต่างหากที่น่ากลัวกว่า"
ทั้งสองเดินผ่านสวนมะลิที่ล้อมรอบพระตำหนักองค์ชายอิศวร แสงเช้าสาดส่องให้ดอกมะลิสีขาวบานสะพรั่ง กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมาตามลม
ขุนศึกยืนรออยู่หน้าพระตำหนัก ใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ตามเคย
"เจ้าจะอยู่ตรงนี้" เขาชี้ไปที่ห้องเล็กติดกับเรือนครัว "ห้องนี้เคยเป็นของแม่เรือนคนก่อน"
"แม่เรือนคนก่อนไปไหนคะ?" แก้วตาถาม
"ลาออก"
"ลาออก?"
"ทนอยู่ไม่ได้" ขุนศึกพูดสั้นๆ แล้วหันไป "องค์ชายทรงจู้จี้"
จันทร์วลัยกับแก้วตามองตากัน
────
ห้องเล็กๆ นั้นสะอาด แต่เรียบง่ายจนเกือบว่างเปล่า มีเสื่อนอนผืนเดียว ตั่งไม้ตัวหนึ่ง และหม้อน้ำดินเผา พื้นที่พอดีกับคนสองคนนั่ง
"อย่างน้อยก็มีหลังคา" จันทร์วลัยวางห่อผ้าลง
"เล็กจัง..." แก้วตาบ่น
"ใหญ่กว่าคุกที่ท้าวศรีจุฬาลักษณ์จะจับข้าไปขัง ถ้าข้ายังอยู่ฝ่ายใน"
แก้วตาหุบปากทันที
จันทร์วลัยจัดข้าวของเรียบร้อย แล้วเดินสำรวจพระตำหนัก
พระตำหนักขององค์ชายอิศวรไม่เหมือนพระตำหนักของเชื้อพระวงศ์ทั่วไป ไม่มีเครื่องทองหรูหรา ไม่มีภาพวาดประดับผนัง ไม่มีพรมทอจากเมืองจีน ทุกอย่างเรียบง่ายจนเกือบเปล่าเปลือย ราวกับพระตำหนักของนักรบมากกว่าของเจ้านาย
แต่ทุกอย่างสะอาดจนเกือบเคร่งเครียด
พื้นไม้ขัดจนเป็นมัน ไม่มีฝุ่นแม้สักจุด ดาบคู่พระหัตถ์แขวนอยู่บนฝาผนังในตำแหน่งที่วัดระยะห่างอย่างแม่นยำ หนังสือตำราพิชัยสงครามเรียงไว้บนชั้นไม้ตามลำดับ—จันทร์วลัยสังเกตว่าเรียงตามยุคสมัย ตั้งแต่ตำราโบราณจนถึงตำราร่วมสมัย
"พระองค์ทรงอ่านตำราพิชัยสงคราม..." เธอพึมพำ นิ้วลากผ่านสันหนังสือ ฝุ่นไม่มีเลย
มุมหนึ่งของห้องมีกระถางดินเผาปลูกดอกมะลิ ต้นเล็กๆ สามต้น แต่ดูแลอย่างดี ดินชุ่มน้ำ ใบเขียวสด ดอกขาวบานสะพรั่ง
ท่ามกลางพระตำหนักที่แข็งกร้าวเหมือนค่ายทหาร กระถางมะลิสามต้นนี้เป็นสิ่งอ่อนโยนเพียงอย่างเดียว
จันทร์วลัยจ้องดอกมะลินานกว่าที่ควร
_ใครรดน้ำให้?_
────
วันแรกของจันทร์วลัยในพระตำหนักเริ่มต้นด้วยความสับสน
ขุนศึกมาแจ้งกิจวัตรขององค์ชายแบบรวบรัด
"องค์ชายตื่นบรรทมก่อนไก่ขัน ฝึกดาบจนสาย สรงน้ำ เสวยพระกระยาหาร ทรงอ่านตำราจนค่ำ เสวยเย็น บรรทม นั่นแหละ"
"แค่นั้นหรือคะ?"
"แค่นั้น ทุกวัน"
"ไม่มีงานเลี้ยง? ไม่มีเข้าเฝ้า?"
"เฉพาะเมื่อถูกเรียก ซึ่งพระองค์ไม่ชอบ"
"แล้วเรื่องอาหาร พระองค์ชอบเสวยอะไร?"
ขุนศึกเงียบไปครู่ ราวกับนึกไม่ออก "ข้าวกับแกง ไม่รับรส"
"ไม่รับรส?"
"พระองค์ไม่เคยตรัสว่าอะไรอร่อย ไม่เคยตรัสว่าอะไรไม่อร่อย แค่เสวยจนหมด แล้วก็จบ"
จันทร์วลัยจ้องขุนศึก "...ท่านอยู่กับพระองค์มากี่ปีแล้ว?"
"สิบห้าปี"
"สิบห้าปี แล้วไม่รู้ว่าพระองค์ชอบเสวยอะไร?"
ขุนศึกเบือนหน้าไป ราวกับถูกจับผิดในเรื่องที่ไม่เคยคิดจะสังเกต
"พระองค์ทรงเป็นนักรบ ไม่ใช่นักกิน"
จันทร์วลัยถอนหายใจในใจ
_สิบห้าปี ไม่มีใครถามว่าพระองค์ชอบอะไร_
────
เช้าวันที่สอง จันทร์วลัยตื่นก่อนไก่ขัน
เธอมาถึงเรือนครัวเมื่อท้องฟ้ายังมืดสนิท จุดไฟ ตั้งหม้อข้าวต้ม เตรียมน้ำพริก แกงส้ม และปลาแดดเดียว พ่อสอนเธอทำกับข้าวตั้งแต่เด็ก—ไม่ใช่เพราะยากจน แต่เพราะพ่อเชื่อว่าคนที่ปรุงอาหารเป็นจะเข้าใจคนอื่นมากกว่า
เมื่อองค์ชายเสด็จมาเสวยพระกระยาหารเช้า จันทร์วลัยจัดอาหารไว้บนสำรับ ก้มกราบถวายบังคม
พระองค์ทอดพระเนตรสำรับ
"ข้าวต้มปลา" พระองค์ตรัส ไม่ใช่คำถาม
"เพคะ พระองค์ ข้าวต้มปลากับน้ำปลาพริก ปลาแดดเดียว แกงส้มดอกแค และไข่เจียวสมุนไพร"
พระองค์ทรงนิ่ง ทอดพระเนตรอาหารแต่ละจาน แล้วทรงหยิบช้อนขึ้น
จันทร์วลัยคุกเข่าอยู่ข้างสำรับ เฝ้าดู ตามธรรมเนียม แม่เรือนต้องคอยรับใช้ขณะเจ้านายเสวย
พระองค์เสวยข้าวต้มปลาช้อนแรก
ทรงหยุด
จันทร์วลัยกลั้นหายใจ
"ใส่ขิงอ่อน" พระองค์ตรัส
"เพคะ หม่อมฉันใส่ขิงอ่อนซอยบาง กับต้นหอมผักชี และพริกไทยป่น"
พระองค์เสวยต่อ ช้อนที่สอง ที่สาม ที่สี่ ไม่ตรัสอะไรอีก
แต่ทรงเสวยจนหมดชาม
แล้วเสวยชามที่สอง
จันทร์วลัยกัดริมฝีปากกลั้นยิ้ม
เมื่อเสวยเสร็จ พระองค์ลุกขึ้นเสด็จไปฝึกดาบโดยไม่ตรัสอะไร
ขุนศึกเดินผ่านมาเก็บสำรับ แวะมองถ้วยข้าวต้มที่ว่างเปล่า
"สองชาม?" เขาถาม เสียงประหลาดใจ
"ทำไม?"
"ปกติพระองค์เสวยแค่ชามเดียว"
จันทร์วลัยยิ้ม
────
วันแล้ววันเล่า จันทร์วลัยเรียนรู้จังหวะชีวิตขององค์ชาย
เธอรู้ว่าพระองค์ทรงฝึกดาบทุกเช้าจนเหงื่อท่วมพระวรกาย ฝึกอย่างจริงจังราวกับยังอยู่ในสนามรบ บางทีขุนศึกเป็นคู่ซ้อม แต่ส่วนใหญ่ทรงฝึกคนเดียว ฟันดาบกับหุ่นไม้จนหุ่นแหลกเป็นชิ้นๆ
เธอรู้ว่าพระองค์ทรงสรงน้ำวันละสองครั้ง เช้าหลังฝึกดาบ และเย็นก่อนเสวย ไม่ทรงใช้น้ำอบน้ำปรุง ใช้แค่น้ำสะอาดกับสมุนไพร
เธอรู้ว่าพระองค์ทรงอ่านตำราพิชัยสงครามอย่างจริงจัง ทรงจดบันทึก วาดแผนผังการรบ เปรียบเทียบยุทธวิธี ไม่ใช่อ่านเล่น แต่อ่านเหมือนคนที่เตรียมตัวสำหรับสงครามที่อาจมาถึงได้ทุกเมื่อ
และเธอรู้ว่าพระองค์ทรงรดน้ำดอกมะลิด้วยพระองค์เอง ทุกเย็น ตอนแสงอาทิตย์เริ่มอ่อน
ไม่เคยมอบหมายให้ใคร
จันทร์วลัยสังเกตจากมุมห้อง เห็นพระองค์ทรงคุกเข่าข้างกระถาง พระหัตถ์ที่จับดาบฆ่าคนมานับไม่ถ้วนค่อยๆ เทน้ำลงดิน ทรงเด็ดใบเหลืองออกอย่างระมัดระวัง ทรงตรวจดูดอกที่กำลังจะบาน
ภาพนั้นไม่เข้ากับทุกอย่างที่เธอรู้เกี่ยวกับพระองค์
นักรบผู้เย็นชาที่ทุกคนเกรงกลัว กำลังทะนุถนอมดอกมะลิสามกระถาง
────
วันที่ห้า จันทร์วลัยตัดสินใจเปลี่ยนเมนูอาหาร
เธอทำข้าวต้มปลาทุกเช้ามาสี่วันแล้ว พระองค์เสวยหมดทุกวัน แต่ไม่เคยตรัสชมหรือตรัสติ เธอจึงลองทำ "แกงจืดวุ้นเส้นหมูสับ" ซึ่งเป็นสูตรของพ่อ
เมื่อสำรับมาถึง พระองค์ทอดพระเนตร
"ไม่มีข้าวต้มปลา"
"หม่อมฉันเปลี่ยนเมนูพระองค์ค่ะ เพื่อไม่ให้ทรงเบื่อ"
พระองค์ทรงนิ่ง แล้วหยิบช้อนขึ้นเสวย
ทรงเสวยชามเดียว
จันทร์วลัยสังเกต ไม่พูดอะไร
วันรุ่งขึ้น เธอกลับมาทำข้าวต้มปลา
พระองค์เสวยสองชาม
วันถัดมา เธอทำต้มยำ
พระองค์เสวยชามเดียว
วันถัดมาอีก เธอกลับมาทำข้าวต้มปลา
พระองค์เสวยสองชาม
จันทร์วลัยยิ้มให้ตัวเอง
_ไม่ใช่ว่าพระองค์ไม่รับรส แค่ไม่มีใครทำอาหารที่พระองค์ชอบ_
────
วันที่เจ็ด ท้าวศรีจุฬาลักษณ์มาเยือน
จันทร์วลัยกำลังกวาดลานหน้าพระตำหนักตอนเช้าตรู่ เมื่อเงาสูงเพรียวปรากฏตรงทางเดิน
ท้าวศรีจุฬาลักษณ์แต่งกายเต็มยศ ผ้าไหมทอทอง เครื่องประดับเต็มตัว ทาปากสีแดงเข้ม ดวงตาคมเย็นจ้องจันทร์วลัยราวกับมองแมลง
"จันทร์วลัย" เธอเรียก ไม่ใช่ "นาง" ไม่ใช่ "คุณหญิง"—เรียกชื่อเปล่า เป็นการดูถูก
"ท่านท้าวศรีจุฬาลักษณ์" จันทร์วลัยก้มกราบตามธรรมเนียม
"ข้ามาดูว่าเจ้าอยู่กันอย่างไร" ท้าวศรีจุฬาลักษณ์เดินสำรวจพระตำหนัก สายตาส่ายไปมาราวกับหาข้อผิดพลาด "ได้ข่าวว่าเจ้าปรุงอาหารถวายเอง"
"เพคะ"
"ลูกสาวกบฏ ทำได้แค่ทำกับข้าวให้คนอื่น" ท้าวศรีจุฬาลักษณ์พูดเบาๆ แต่พิษอยู่ในทุกคำ "ที่บ้านก็ทำแค่นี้ ใช่ไหม? ตั้งแต่พ่อถูกริบทรัพย์"
จันทร์วลัยกำมือแน่นใต้ผ้าซิ่น แต่ใบหน้าไม่เปลี่ยน
"พ่อของหม่อมฉันสอนว่า คนที่ปรุงอาหารเป็น ย่อมดีกว่าคนที่แค่สั่งให้คนอื่นทำ"
สายตาของท้าวศรีจุฬาลักษณ์แข็งขึ้น "เจ้ากล้าเถียนข้า?"
"หม่อมฉันไม่ได้เถียน หม่อมฉันตอบคำถาม"
ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ก้าวเข้ามาใกล้ เสียงกดต่ำจนแทบเป็นเสียงกระซิบ
"ฟังนะ จันทร์วลัย อย่าคิดว่าเจ้าปลอดภัยเพราะอยู่ในพระตำหนักองค์ชาย ในวังหลวงนี้ ข้ามีหูอยู่ทุกซอก มีตาอยู่ทุกมุม เจ้าทำอะไร ข้ารู้หมด"
"หม่อมฉันไม่ได้ทำอะไรที่ต้องปิดบัง"
"ยัง" ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ยิ้ม ริมฝีปากแดงเข้มบิดเบี้ยว "ยังไม่ได้ทำ แต่เจ้าจะทำ ผู้หญิงทุกคนที่เข้าใกล้องค์ชาย... สุดท้ายก็จบไม่สวย"
เธอหมุนตัวเดินจากไป ผ้าไหมพลิ้วตามลม ทิ้งกลิ่นน้ำอบเข้มข้นไว้ในอากาศ
จันทร์วลัยยืนนิ่ง จนเงาของท้าวศรีจุฬาลักษณ์หายลับไปตามทางเดิน
"คุณหญิง..." แก้วตาโผล่มาจากหลังเสา หน้าซีด "หม่อมฉันได้ยินหมดเลยค่ะ"
"แก้วตา"
"ค่ะ?"
"กวาดลานต่อ"
────
คืนนั้น จันทร์วลัยนอนไม่หลับ
เธอนอนตะแคงบนเสื่อ ฟังเสียงจิ้งหรีดร้องนอกหน้าต่าง มองแสงจันทร์ที่ลอดเข้ามาทาบพื้นไม้เป็นรูปสี่เหลี่ยม
คำพูดของท้าวศรีจุฬาลักษณ์ก้องอยู่ในหัว
_"ผู้หญิงทุกคนที่เข้าใกล้องค์ชาย... สุดท้ายก็จบไม่สวย"_
เธอพลิกตัว มองเพดาน
_เจ้าจอมมารดาของพระองค์... ก็ถูกวางยา_
_แล้วข้าจะ..._
เสียงเปิดประตูดังเบาๆ จากที่ไหนสักแห่ง
จันทร์วลัยนิ่งฟัง
เสียงเท้าเดินบนพื้นไม้ เบา แต่หนัก ก้าวยาว—เธอจำจังหวะก้าวเดินนั้นได้แล้ว
_องค์ชาย_
เธอลุกขึ้นเงียบๆ สวมสไบทับ แล้วย่องไปที่ช่องหน้าต่าง
ในลานข้างพระตำหนัก องค์ชายอิศวรทรงประทับอยู่ที่ม้านั่งหิน ทรงสวมแค่ผ้านุ่ง ไม่มีผ้าคาดพระอุระ แสงจันทร์สาดส่องพระวรกายที่แข็งแกร่ง รอยสักยันต์ที่หลังเห็นเป็นลวดลายคล้ำบนผิวสีน้ำผึ้ง แผลเป็นยาวที่ไหล่ซ้ายดูชัดเจนในแสงเงิน
พระองค์ทรงถือถ้วยสุราในพระหัตถ์ ทอดพระเนตรขึ้นมองดวงจันทร์
เพียงลำพัง
จันทร์วลัยควรกลับไปนอน เธอรู้ เธอไม่ควรแอบดูองค์ชายในยามค่ำ ไม่ควรเห็นพระองค์ในยามที่ทรงปลดเกราะทุกชั้นลง
แต่เธอกลับยืนนิ่ง
เพราะพระพักตร์ขององค์ชายในคืนนั้นไม่ใช่พระพักตร์ของจอมทัพที่ทุกคนเกรงกลัว ไม่ใช่พระพักตร์ของเจ้านายผู้เย็นชา
เป็นพระพักตร์ของคนเหงา
เหงาจนไม่รู้จะพูดกับใคร จึงมานั่งพูดกับดวงจันทร์
จันทร์วลัยกำลังจะหันไป เมื่อเท้าของเธอเหยียบพื้นไม้ดังเอี๊ยด
องค์ชายทรงหันพระพักตร์มาทันที สายพระเนตรคมแม้ในความมืด
"ใคร?" พระสุรเสียงเปลี่ยนเป็นเสียงนักรบในพริบตา
จันทร์วลัยหมดทางหนี
เธอเปิดประตูออกมา ก้มกราบ
"หม่อมฉันเพคะ พระองค์ จันทร์วลัย"
"เจ้ายังไม่นอน?"
"หม่อมฉัน... นอนไม่หลับ"
พระองค์ทรงจ้องเธอ แสงจันทร์ส่องให้เธอเห็นว่าสายพระเนตรอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเป็นเธอ ไม่ใช่ศัตรูหรือผู้บุกรุก
"มานั่ง"
จันทร์วลัยลังเล
"ข้าไม่กัด" พระองค์ตรัส เสียงเรียบ
เธอเดินไปนั่งที่ปลายม้านั่งหิน ห่างจากพระองค์พอสมควร ลมกลางคืนพัดมาเย็น เธอรัดสไบให้แน่นขึ้น
ความเงียบแผ่ระหว่างทั้งสอง แต่ไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัดเหมือนคืนในเรือนรับรอง เป็นความเงียบที่นิ่งกว่า เบากว่า เหมือนคนสองคนที่ไม่จำเป็นต้องพูดอะไร แค่นั่งอยู่ด้วยกัน
"พระองค์ทรงนอนไม่หลับเหมือนกันหรือเพคะ?" จันทร์วลัยถามเบาๆ
"ข้าไม่ค่อยหลับ"
"เพราะอะไร?"
พระองค์เงียบไปนาน จนจันทร์วลัยคิดว่าพระองค์ไม่ต้องการตอบ เธอกำลังจะขอตัว เมื่อพระสุรเสียงดังขึ้น
"เพราะถ้าหลับ ข้าฝัน"
"ฝัน... เรื่องอะไรเพคะ?"
"เรื่องเดิม" พระองค์จิบสุรา "เรื่องที่ข้าไม่อยากจำ แต่ไม่เคยลืม"
จันทร์วลัยนิ่ง เธอไม่ถามต่อ เพราะรู้ว่าบางเรื่องต้องรอให้คนเล่าพร้อม ไม่ใช่ถูกถาม
เสียงจิ้งหรีดร้องเป็นจังหวะ ลมพัดดอกมะลิในกระถางส่งกลิ่นหอมมา
"แม่ข้า" พระองค์ตรัสในที่สุด เสียงเปลี่ยนจากเดิม ทุ้มลง หยาบขึ้น ราวกับคำพูดถูกขูดออกมาจากก้นบ่อลึก "สิ้นพระชนม์ตอนข้าอายุแปดขวบ"
จันทร์วลัยไม่ขยับ ไม่พูด แค่ฟัง
"แม่ข้าเป็นนางสนมที่งดงามที่สุดในวัง ทุกคนรักท่าน แม้แต่นางสนมคนอื่นก็ไม่เกลียดท่าน เพราะท่านใจดี ท่านไม่เคยดูถูกใคร ไม่เคยอวดอำนาจ"
พระองค์หยุดจิบสุรา
"แต่มีคนเกลียดท่าน เพราะท่านได้พระราชหฤทัยจากพระราชบิดา"
"เจ้าจอมมารดา... ท่านผู้หญิงจันทรา?" จันทร์วลัยถามเบาๆ
พระองค์ทรงเหลือบมอง ไม่ตอบ ซึ่งก็เป็นคำตอบในตัวมันเอง
"คืนหนึ่ง แม่ข้าเสวยน้ำจันทน์ น้ำที่สาวใช้เอามาถวายทุกคืน" พระสุรเสียงเรียบ แต่มือที่จับถ้วยสุราขาวขึ้นตามข้อนิ้ว "เช้าวันรุ่งขึ้น ท่านไม่ตื่น"
ลมพัดผ่าน ดอกมะลิในกระถางไหวเอน
"ข้าเป็นคนพบท่าน"
จันทร์วลัยรู้สึกหัวใจของเธอบีบแน่น
"ท่านนอนอยู่บนผ้าแพร ตาปิด หน้าขาว ริมฝีปากม่วง" พระองค์ตรัส ราวกับบรรยายภาพที่เห็นเมื่อวานนี้ ไม่ใช่ยี่สิบปีก่อน "ข้าปลุกท่าน ท่านไม่ตื่น ข้าเขย่า ท่านไม่ขยับ ข้าร้องเรียก... ท่านไม่ตอบ"
เสียงของพระองค์แตก เพียงเสี้ยววินาที แล้วกลับมาเรียบเหมือนเดิม
"ข้าอุ้มท่านวิ่งออกไป เด็กแปดขวบอุ้มแม่ได้ เพราะท่านตัวเล็ก" พระองค์จิบสุราอีกอึก "แต่ไม่มีใครช่วยได้ เพราะยามันออกฤทธิ์ตั้งแต่กลางดึก ตอนที่ท่านหลับอยู่ ตอนที่ไม่มีใครเห็น"
ความเงียบแผ่กว้าง หนาจนหายใจลำบาก
จันทร์วลัยรู้สึกถึงน้ำตาร้อนๆ คลอที่ขอบตา แต่เธอกลืนลงไป เพราะพระองค์ไม่ได้ร้องไห้ และเธอจะไม่ร้องไห้แทนพระองค์ เว้นแต่พระองค์จะอนุญาต
"หลังจากนั้น ข้าถูกส่งไปฝึกรบ" พระองค์ตรัส เสียงกลับมาแข็ง "สิบสองขวบ ถือดาบได้ก่อนถือพู่กัน ฆ่าคนได้ก่อนรู้จักรัก"
พระองค์วางถ้วยสุราลงบนม้านั่งหิน เสียงเซรามิกกระทบหินดังกริ๊ก
"มะลิ... แม่ข้าชอบดอกมะลิ ท่านปลูกไว้ในพระตำหนักสามกระถาง ท่านบอกว่ามะลิสีขาว กลิ่นหอม บานในความมืด เหมือนคนดีที่ไม่ต้องอวด"
จันทร์วลัยมองกระถางมะลิสามกระถางที่อยู่มุมลาน
_สามกระถาง_
_เหมือนแม่ของพระองค์_
"พระองค์... ทรงดูแลมะลิแทนพระมารดา" เธอพูดเบาจนแทบไม่มีเสียง
พระองค์ทรงนิ่ง ไม่ปฏิเสธ ไม่ยอมรับ
แสงจันทร์ส่องพระพักตร์ เธอเห็นเส้นกรามแข็ง แต่มุมพระเนตรมีบางอย่างที่ไม่ใช่ความแข็งกร้าว
เป็นรอยร้าวเล็กๆ ที่ไม่เคยหาย
"ข้าไม่ค่อยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง" พระองค์ตรัส
"แล้วทำไมพระองค์ทรงเล่าให้หม่อมฉัน?" จันทร์วลัยถาม ไม่ใช่ประจบ แต่สงสัยจริงๆ
พระองค์หันพระพักตร์มามอง สายพระเนตรในแสงจันทร์ลึกราวกับมหาสมุทร
"เพราะเจ้าก็สูญเสียเหมือนข้า" พระองค์ตรัสเบาๆ "เจ้าสูญเสียพ่อ ข้าสูญเสียแม่ เจ้าถูกส่งเข้าวัง ข้าถูกส่งไปสงคราม"
"ไม่เหมือนกัน" จันทร์วลัยส่ายหัว "พ่อหม่อมฉันยังมีชีวิตอยู่ หม่อมฉันยังมีหวังว่าจะได้พบท่านอีก พระองค์..." เธอหยุด ไม่กล้าพูดต่อ
"พูดเลย" พระองค์สั่ง แต่เสียงอ่อนกว่าคำสั่ง
"พระองค์ไม่มีแม้แต่ความหวังนั้น" เธอพูดเบาๆ "และนั่นเจ็บกว่า"
พระองค์ทรงนิ่ง
ลมพัดผ่าน ดอกมะลิส่งกลิ่นหอมในความเงียบ
แล้วพระองค์ก็ทำสิ่งที่จันทร์วลัยไม่คาดคิด
พระองค์ทรงยิ้ม
ไม่ใช่ยิ้มเยาะ ไม่ใช่ยิ้มมุมพระโอษฐ์ เป็นยิ้มจริงๆ เล็กๆ แผ่ว แทบมองไม่เห็น แต่ทำให้พระพักตร์ที่แข็งกร้าวอ่อนลงอย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับน้ำแข็งที่ละลายจากแสงแดดอ่อนๆ
"เจ้าเป็นคนแรกที่บอกว่าข้าเจ็บ" พระองค์ตรัส "คนอื่นบอกว่าข้าเข้มแข็ง ทุกคนบอกว่าข้าไม่สนอะไร ไม่เจ็บอะไร ไม่กลัวอะไร"
"คนที่ไม่สนอะไร จะไม่นั่งรดน้ำมะลิทุกเย็น" จันทร์วลัยพูด
รอยยิ้มของพระองค์กว้างขึ้นอีกนิด แล้วเลือนหายไป
"กลับไปนอน จันทร์วลัย"
"เพคะ"
เธอลุกขึ้น ก้มกราบ แล้วเดินกลับ
ก่อนจะถึงประตู พระสุรเสียงดังขึ้นอีกครั้ง
"จันทร์วลัย"
"เพคะ?"
"ข้าวต้มปลาของเจ้า... ไม่เลว"
จันทร์วลัยหันมา ริมฝีปากเผยลักยิ้มข้างซ้ายอย่างกลั้นไม่อยู่
"เพคะ พระองค์ พรุ่งนี้เช้าหม่อมฉันจะทำถวายอีก"
พระองค์ทรงหันกลับไปมองดวงจันทร์ ไม่ตอบ
แต่จันทร์วลัยเห็นว่ามุมพระโอษฐ์ยังขยับอยู่
────
คืนนั้น จันทร์วลัยนอนบนเสื่อ หลับตา
กลิ่นมะลิลอยเข้ามาทางหน้าต่าง
เธอนึกถึงเรื่องที่พระองค์เล่า เด็กชายแปดขวบที่อุ้มแม่วิ่ง นักรบที่ฆ่าคนมานับไม่ถ้วนแต่ทะนุถนอมดอกมะลิสามกระถาง จอมทัพที่ทุกคนเกรงกลัวแต่นอนไม่หลับเพราะกลัวจะฝัน
_พระองค์ไม่ใช่คนเย็นชา_
_พระองค์เป็นคนที่เย็นชาเพราะเจ็บมากเกินกว่าจะแสดงออก_
เธอพลิกตัว ดึงผ้าห่มคลุมไหล่
_และพระองค์เล่าเรื่องนี้ให้ข้าฟัง คนที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟัง กลับเล่าให้ข้าฟัง_
_ทำไม?_
คำตอบอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ แต่จันทร์วลัยยังไม่กล้าหยิบขึ้นมาดู
เธอกลัวว่าถ้าดูแล้ว จะไม่มีทางวางมันลงอีก
────
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ก่อนไก่ขัน จันทร์วลัยจุดไฟในเรือนครัว
เธอต้มข้าวต้มปลาใส่ขิงอ่อน ต้นหอม ผักชี พริกไทยป่น
และวันนี้ เธอเด็ดดอกมะลิสดจากสวนมาวางข้างสำรับ หนึ่งดอก
เมื่อองค์ชายเสด็จมาเสวย พระองค์ทอดพระเนตรสำรับ
ทอดพระเนตรดอกมะลิ
ไม่ตรัสอะไร
ทรงหยิบดอกมะลิขึ้น วางไว้ข้างพระหัตถ์
แล้วเสวยข้าวต้มปลา
สามชาม
────
จันทร์วลัยเก็บสำรับ มือที่ล้างถ้วยชามสั่นเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะกลัว
เพราะดอกมะลิดอกนั้น เมื่อเธอกลับมาเก็บสำรับ มันไม่ได้อยู่ข้างสำรับอีกแล้ว
มันอยู่ในพระหัตถ์ขององค์ชาย ตอนที่พระองค์เสด็จไปฝึกดาบ
ทรงถือไปด้วย
────────────────────────────────────── จบตอนที่ 7 ตอนต่อไป: ตอนที่ 8 - เงาในความมืด ──────────────────────────────────────