สวาทลับในวังหลวง
ราตรีในเรือนรับรอง
ตอนฟรีตอนที่ 6: ราตรีในเรือนรับรอง
──────────────────────────────────────
เช้าวันรุ่งขึ้น จันทร์วลัยไปถึงพระตำหนักองค์ชายอิศวรตั้งแต่เช้าตรู่ตามที่ขุนศึกสั่ง
พระตำหนักขององค์ชายตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระราชวัง ห่างจากเรือนนอนฝ่ายในราวสามร้อยก้าว ล้อมรอบด้วยต้นจำปีและสวนมะลิที่ดูแลอย่างดี แม้ตัวอาคารจะใหญ่โตสมพระเกียรติ แต่กลับดูเงียบเชียบ ไม่คึกคักเหมือนพระตำหนักองค์ชายพี่ที่มีข้าราชบริพารออกเข้าตลอดเวลา
จันทร์วลัยยืนรออยู่หน้าเรือนรับรอง ขุนศึกเดินออกมาพยักหน้าให้
"องค์ชายยังไม่ทรงว่าง รอก่อน"
แล้วเขาก็หายเข้าไปในพระตำหนัก ทิ้งจันทร์วลัยยืนอยู่คนเดียว
เธอรอ
แดดเช้าค่อยๆ ขยับเป็นแดดสาย แดดสายเลื่อนเป็นแดดเที่ยง ลมร้อนพัดมาจากฝั่งแม่น้ำ เหงื่อเกาะตามแนวไรผม จันทร์วลัยยังยืนอยู่ที่เดิม
ไม่มีใครมาเรียก ไม่มีใครมาไล่ ไม่มีแม้แต่คนมาเสิร์ฟน้ำ
เที่ยงวัน ท้องร้อง แต่เธอไม่ขยับ
_ถ้าข้าหนี พระองค์จะใช้เป็นข้อหาว่าข้าขัดพระราชโองการ_
_แต่ถ้าข้ารอ... พระองค์กำลังทดสอบอะไร?_
แดดบ่ายเริ่มอ่อนลง เสียงนกร้องในสวนมะลิเป็นเพื่อนเดียวของเธอ
ในที่สุดเมื่อเงาต้นจำปียาวข้ามลานหิน ขุนศึกก็กลับมา
"องค์ชายตรัสว่า กลับไปก่อน"
จันทร์วลัยกลืนน้ำลาย ริมฝีปากแห้ง เท้าชาจากการยืนทั้งวัน
"หม่อมฉันรอพระองค์ตั้งแต่เช้า" เธอพูด ไม่ใช่ร้องทุกข์ แค่แจ้งให้ทราบ
ขุนศึกมองเธอ ครั้งนี้มีบางอย่างเปลี่ยนในดวงตาของเขา—อาจเป็นความรู้สึกผิด หรืออาจเป็นความชื่นชม
"ข้ารู้" เขาพูดเบาๆ "กลับไปพักผ่อน แล้วกลับมาอีกครั้ง"
"เมื่อไหร่?"
"ยามค่ำ"
────
จันทร์วลัยกลับถึงเรือนนอนด้วยขาที่สั่น แก้วตาวิ่งมาหาทันที
"คุณหญิง! ไปไหนมาทั้งวัน! ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ถามหาตั้งสองรอบ!"
"ไปเข้าเฝ้าองค์ชายอิศวร" จันทร์วลัยนั่งลง ยกเท้าขึ้นถูนวด ฝ่าเท้าบวมแดง
"แล้วพระองค์ตรัสอะไรคะ?"
"ไม่มีอะไร"
"ไม่มี?!"
"พระองค์ให้ข้ารอตั้งแต่เช้าจนบ่ายแก่ แล้วสั่งให้กลับ"
แก้วตาอ้าปากค้าง
"แล้ว... แล้วคุณหญิงรอทั้งวันเลยหรือคะ?"
"ข้าจะไปไหนได้ล่ะ แก้วตา" จันทร์วลัยถอนหายใจ "ถ้าหนี จะกลายเป็นข้อหาขัดพระราชโองการ"
"นี่มันกลั่นแกล้งชัดๆ!" แก้วตาโพล่ง
จันทร์วลัยส่ายหัว "ไม่ใช่กลั่นแกล้ง... พระองค์ทดสอบ"
"ทดสอบอะไรคะ?"
จันทร์วลัยนิ่งคิดอยู่ครู่
"ทดสอบว่าข้าเป็นคนอย่างไร"
_ถ้าข้าหนี... พระองค์จะรู้ว่าข้าขี้ขลาด_
_ถ้าข้าร้องทุกข์... พระองค์จะรู้ว่าข้าอ่อนแอ_
_แต่ข้ารอโดยไม่ปริปาก..._
"แก้วตา เตรียมน้ำสรงให้ข้าหน่อย" จันทร์วลัยลุกขึ้น "แล้วหาผ้านุ่งสะอาดให้ ข้าต้องกลับไปอีกครั้ง ยามค่ำ"
"ยามค่ำ?!" แก้วตาเสียงสูง "คุณหญิง ยามค่ำ ที่พระตำหนักองค์ชาย... ผู้หญิงเข้าไปตอนค่ำ มันหมายความว่า—"
"ข้ารู้ว่ามันหมายความว่าอะไร" จันทร์วลัยตัดบท เสียงเรียบ แต่มือที่จับผ้าสั่นเล็กน้อย
แก้วตาจ้องหน้าจันทร์วลัย เห็นความกลัวที่ซ่อนอยู่ใต้ท่าทีมั่นคง
"หม่อมฉันจะเตรียมมีดเล็กให้ค่ะ ซ่อนไว้ในสไบ—"
"ไม่" จันทร์วลัยส่ายหัว "ถ้าพกอาวุธเข้าพระตำหนัก โทษถึงตาย ข้าไม่ใช่คนโง่"
"งั้น... งั้นคุณหญิงจะทำยังไงคะ?"
จันทร์วลัยยิ้มบาง
"ข้าจะใช้สิ่งที่พ่อสอน"
"อะไรคะ?"
"สติ"
────
ค่ำคืนนั้น ท้องฟ้าไม่มีจันทร์
ดาวกระจายอยู่เต็มผืนฟ้าเหมือนรอยปักเข็มบนผ้ากำมะหยี่ดำ ลมจากแม่น้ำพัดมาเย็นสบาย พาเอากลิ่นดอกจำปีที่บานในความมืดลอยมาอ่อนๆ
จันทร์วลัยเดินตามทางที่ขุนศึกนำ เธอสรงน้ำแล้ว ผมยังเปียกหมาดปล่อยลงมาพาดบ่า สวมผ้านุ่งสีขาวนวลกับสไบบางสีครามอ่อน ไม่มีเครื่องประดับ ไม่มีแป้งร่ำ มีแค่กลิ่นดอกมะลิจากน้ำอาบติดตัวมา
ขุนศึกเดินนำหน้า ไม่พูดอะไร โคมไฟในมือเขาส่องทางให้ เงาของทั้งสองยาวเลื้อยไปบนพื้นหิน
เมื่อถึงพระตำหนัก ขุนศึกหยุด
"เรือนรับรอง ตรงนั้น" เขาชี้ไปทางอาคารหลังเล็กที่อยู่ถัดจากตัวพระตำหนักใหญ่ แสงเทียนริบหรี่ลอดออกมาจากช่องหน้าต่างไม้ "เข้าไปเลย"
"ท่านขุนศึกไม่ไปด้วยหรือ?"
ขุนศึกส่ายหัว "ข้าไปไม่ได้ จากนี้เป็นเรื่องของเจ้ากับพระองค์"
แล้วเขาก็หมุนตัวเดินจากไป โคมไฟของเขาค่อยๆ ห่างออกไป ทิ้งจันทร์วลัยไว้ในความมืดที่มีแค่แสงเทียนจากเรือนรับรองเป็นแสงสว่างเดียว
จันทร์วลัยหายใจลึก กำมือแน่น
_สติ จัน สติ_
เธอก้าวเดินไปที่ประตูเรือนรับรอง
────
ประตูไม้เปิดออกโดยไม่ต้องเคาะ
ภายในเรือนรับรองไม่ใหญ่ แต่ตกแต่งอย่างประณีต พื้นปูด้วยผ้าแพรไหมหลายชั้น ม่านผ้าบางสีครามห้อยจากเพดาน พลิ้วตามลมที่ลอดเข้ามาจากช่องหน้าต่าง เทียนขี้ผึ้งจุดอยู่ในโคมเงินสี่ดวง แสงส้มอุ่นสะท้อนบนทุกพื้นผิว กลิ่นไม้กฤษณาจุดอยู่ในกระถางทองเหลืองมุมห้อง กลิ่นอบอุ่นลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ
องค์ชายอิศวรประทับอยู่ที่ปลายห้อง หลังพิงตั่งไม้ ทรงถอดเครื่องประดับหมดแล้ว ไม่มีมงกุฎ ไม่มีเกราะ ไม่มีดาบ ทรงสวมแค่ผ้าโจงกระเบนสีดำกับผ้าคาดพระอุระเรียบๆ ผมยาวสีดำปล่อยลงมาพาดบ่าข้างหนึ่ง
ในแสงเทียน พระพักตร์ดูอ่อนลงกว่าตอนกลางวัน เส้นกรามที่ปกติแข็งกร้าวดูคมนุ่มขึ้น สายพระเนตรสีดำเข้มจ้องมองจันทร์วลัยที่ก้าวเข้ามา ไม่มีอารมณ์ใดเผยออกมา แต่ก็ไม่เย็นชาเหมือนที่เธอเห็นในท้องพระโรง
ตรงพระหัตถ์มีถ้วยสุรา และข้างๆ วางคัมภีร์ม้วนกระดาษ
"ปิดประตู"
พระสุรเสียงทุ้มต่ำ ไม่ดัง ไม่เบา
จันทร์วลัยหันหลังปิดประตู ได้ยินเสียงบานพับดังเอี๊ยดเบาๆ ในความเงียบ เสียงนั้นดังราวกับฟ้าร้อง
เมื่อหันกลับมา องค์ชายทรงยกถ้วยสุราขึ้นจิบ สายพระเนตรไม่ได้ละจากเธอ
"นั่ง"
จันทร์วลัยมองรอบห้อง เบาะนั่งมีอยู่ตัวเดียว—อยู่ตรงข้ามพระองค์ ห่างราวสองศอก
เธอนั่งลง พับเพียบอย่างเรียบร้อย มือวางไว้บนตัก นิ้วสอดประสานกันเพื่อไม่ให้มือสั่น
ความเงียบแผ่กว้าง มีแค่เสียงเทียนไหม้ เสียงลมผ่านม่าน และเสียงหัวใจของเธอที่เต้นดังราวกับกลองรบ
องค์ชายจิบสุราอีกอึก วางถ้วยลง ทรงเอียงพระวรกายไปข้างหน้าเล็กน้อย
"เจ้ารอข้าทั้งวัน ไม่หนี"
ไม่ใช่คำถาม เป็นคำกล่าว
"เพคะ" จันทร์วลัยตอบ
"ทำไม?"
"เพราะพระองค์สั่ง"
"คนอื่นที่ข้าสั่งให้รอ ส่วนใหญ่แอบหนีก่อนเที่ยง" พระองค์ตรัส น้ำพระสุรเสียงเรียบ "เจ้ารอถึงบ่ายแก่"
"หม่อมฉันไม่ใช่คนอื่น"
พระองค์เงียบไปครู่ มุมพระโอษฐ์ขยับเล็กน้อย—อาจเป็นรอยยิ้ม แต่เลือนหายเร็วเกินกว่าจะแน่ใจ
"เมื่อคืน เจ้ารำ"
"เพคะ"
"ใครสอน?"
"บิดาของหม่อมฉัน จ้างครูรำมาสอนตั้งแต่เด็ก"
"ขุนศรีภักดี" พระองค์ตรัสชื่อบิดาของเธอ เสียงไม่มีอารมณ์ แต่จันทร์วลัยรู้สึกถึงน้ำหนักในทุกพยางค์ "คนที่ถูกกล่าวหาว่าคิดกบฏ"
จันทร์วลัยกัดริมฝีปากข้างใน
"พ่อของหม่อมฉันไม่ได้คิดกบฏ" เธอพูด เสียงเรียบ แต่ตาเป็นประกาย
"ข้าไม่ได้ถามว่าเขาคิดกบฏหรือเปล่า" พระองค์ตรัส "ข้าถามว่าใครสอนเจ้ารำ เจ้าตอบแล้ว"
จันทร์วลัยนิ่ง
"เจ้ากล้าเถียนข้าในสวน วันนั้น"
"หม่อมฉัน... ไม่ทราบว่าพระองค์เป็นองค์ชาย ในวันนั้น"
"ถ้ารู้ เจ้าจะไม่เถียนใช่ไหม?"
จันทร์วลัยลังเล แต่ไม่นานก็ตอบ
"หม่อมฉันก็คงยังเถียน"
สายพระเนตรขององค์ชายเปลี่ยน ไม่ใช่ความโกรธ—แต่เป็นอะไรบางอย่างที่ลึกกว่า คล้ายความสนใจที่ลุกโชนขึ้นมาจากเถ้าเย็น
"เจ้ารู้หรือเปล่า" พระองค์ตรัส เสียงทุ้มลง "ว่าไม่มีใครในวังนี้กล้าเถียนข้า"
"หม่อมฉันทราบ" จันทร์วลัยพูด "แต่ถ้าพระองค์ตรัสผิด หม่อมฉันก็ต้องบอก ไม่งั้นจะต่างอะไรกับคนที่ประจบสอพลอ"
"ประจบสอพลอ?" พระองค์ทรงเลิกพระขนง "เจ้าคิดว่าข้าถูกคนประจบล้อมรอบอยู่?"
"ทุกคนในท้องพระโรงเมื่อคืน ก้มหัวให้พระองค์ ก้มหัวให้องค์ชายพี่ ก้มหัวให้ทุกคนที่มีอำนาจ" จันทร์วลัยพูด "ไม่มีใครบอกความจริง ไม่มีใครกล้าเถียน ทุกคนแค่พยักหน้าตามพระทัย"
"รวมถึงเจ้าด้วย?"
"หม่อมฉันเป็นนางสนม หม่อมฉันต้องพยักหน้าตามพระทัย" เธอพูด แล้วหยุดนิดหนึ่ง "แต่ถ้าพระองค์ถามความจริง หม่อมฉันจะบอก"
องค์ชายทรงมองเธอ ยาวนาน ในแสงเทียนที่สะท้อนในสายพระเนตร เธอเห็นบางอย่างที่เธอไม่เคยเห็นในตาของใคร—ความเปลี่ยวดายที่ซ่อนอยู่ใต้อำนาจ
แล้วพระองค์ก็ลุกขึ้น
จันทร์วลัยสะดุ้ง ร่างสูงใหญ่ของพระองค์ในแสงเทียนทอดเงายาว ทรงก้าวเดินมาหาเธอช้าๆ ทุกก้าวหนักแน่นบนพื้นไม้ กลิ่นจันทน์ผสมไม้กฤษณาลอยมาเมื่อพระองค์เข้าใกล้
จันทร์วลัยอยากถอย แต่เบาะนั่งอยู่ชิดผนังแล้ว ไปไหนไม่ได้
พระองค์ทรงหยุดตรงหน้าเธอ แล้วทรงนั่งลง ประทับขัดสมาธิตรงข้ามเธอ ใกล้กว่าเดิมมาก ใกล้จนเธอเห็นแผลเป็นเล็กๆ ที่มุมพระขนง ใกล้จนรู้สึกถึงไออุ่นจากร่างของพระองค์
"ข้าจะถามความจริง" พระองค์ตรัส เสียงต่ำ "แล้วเจ้าจะตอบ"
จันทร์วลัยพยักหน้า หัวใจเต้นรัว
"เมื่อคืน องค์ชายพี่ขอตัวเจ้าไป" พระองค์ตรัส "ถ้าข้าไม่ขัด เจ้าจะไปกับเขาหรือไม่?"
"หม่อมฉันไม่มีสิทธิ์เลือก" เธอตอบ
"ข้าไม่ได้ถามเรื่องสิทธิ์" พระสุรเสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย "ข้าถามว่า เจ้าอยากไปหรือไม่"
จันทร์วลัยกลืนน้ำลาย สายตาสบกับสายพระเนตรของพระองค์ ในความมืดที่มีแค่แสงเทียน ตาของพระองค์ลึกราวกับบ่อน้ำไม่มีก้น
"ไม่" เธอตอบเบาๆ
"ทำไม?"
"เพราะ... พระองค์ท่านหวานปาก เกินกว่าจะไว้ใจ"
พระองค์ทรงเงียบไปอีกครู่ แล้วทำสิ่งที่จันทร์วลัยไม่คาดคิด
ทรงหัวเราะ
เบาๆ ทุ้มต่ำ ดังออกมาจากลำพระศอ ไม่ใช่เสียงหัวเราะเยาะ แต่เป็นเสียงหัวเราะจริงๆ ของคนที่ไม่ค่อยได้หัวเราะ เสียงแหบเล็กน้อย ราวกับเครื่องดนตรีที่ไม่ได้เล่นมานาน
"เจ้าพูดเหมือนแม่ข้า" พระองค์ตรัส เสียงเปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง เบาลง อ่อนลง "แม่ข้าเคยบอกว่า ผู้ชายที่ปากหวานเกินไป มักจะมีพิษอยู่ในคำพูด"
จันทร์วลัยไม่รู้จะตอบอะไร
"เจ้าจอมมารดาของหม่อมฉัน... หม่อมฉัน..." เธอหยุดเมื่อเห็นพระพักตร์ของพระองค์เปลี่ยน
ความอ่อนโยนฉาบผ่านแล้วหายไปเร็ว เหมือนเมฆบังจันทร์ แล้วใบหน้าแข็งกร้าวก็กลับมา
"อย่าพูดเรื่องแม่ข้า" พระองค์สั่ง เสียงสั้น
"เพคะ"
ความเงียบแผ่กว้างอีกครั้ง เทียนดวงหนึ่งริบหรี่จนเกือบดับ แสงในห้องสลัวลง
แล้วพระองค์ก็ยกพระหัตถ์ขึ้น
จันทร์วลัยนิ่งแข็ง
พระหัตถ์ของพระองค์เอื้อมมา ช้า ราวกับกลัวว่าจะทำเธอตกใจ—หรือกลัวว่าตัวพระองค์เองจะเปลี่ยนใจ
ปลายนิ้วพระหัตถ์แตะที่ขมับของเธอ
จันทร์วลัยสะดุ้ง แต่ไม่ถอย
พระองค์ทรงสอดนิ้วเข้าไปในผมเปียกของเธอ ปอยผมที่ตกลงมาปิดข้างใบหน้า ทรงดึงขึ้นช้าๆ สอดไว้หลังใบหู
สัมผัสนั้นเบาราวกับขนนก แต่ร้อนราวกับถ่านไฟ
"เจ้ากล้าเถียนข้า" พระองค์กระซิบ เสียงทุ้มแผ่วจนเธอต้องเอียงหูฟัง "เจ้ากล้ายืนรอข้าทั้งวันโดยไม่ปริปาก เจ้ากล้ารำท่าที่ยากที่สุดต่อพระพักตร์พระราชบิดา เจ้ากล้าปฏิเสธองค์ชายพี่..."
นิ้วพระหัตถ์ลากจากหลังใบหูลงมาตามแนวกราม ช้าจนจันทร์วลัยรู้สึกถึงทุกรอยนิ้ว ผิวของเธอเสียวซ่านตามทาง
"...แล้วเจ้ากล้าปฏิเสธข้าหรือไม่?"
จันทร์วลัยหายใจไม่ทั่วท้อง ปอดของเธอตึงราวกับถูกรัด สายตาจ้องเข้าไปในดวงพระเนตรที่อยู่ใกล้แค่คืบ ในความมืดของม่านตาสีดำ เธอเห็นเงาของตัวเอง
"ปฏิเสธ... เรื่องอะไร พระองค์" เสียงเธอแผ่ว ริมฝีปากสั่น
พระองค์ไม่ตอบด้วยคำพูด
พระหัตถ์ที่วางอยู่ที่แนวกรามของเธอเลื่อนลงมา ปลายนิ้วแตะที่คาง ยกใบหน้าของเธอขึ้นเล็กน้อย
แล้วทรงก้มลง
จันทร์วลัยเห็นพระพักตร์ของพระองค์เข้ามาใกล้ ใกล้จนเธอเห็นขนตาสีดำยาว ใกล้จนลมหายใจของพระองค์ร้อนแผดบนริมฝีปากของเธอ กลิ่นจันทน์และสุราจางๆ ผสมปนกัน
เธอควรถอย เธอควรเบือนหน้า เธอควรพูดว่า "อย่า"
แต่ร่างกายของเธอไม่ขยับ
ริมพระโอษฐ์แตะบนริมฝีปากของเธอ เบาราวกับปีกผีเสื้อ
จันทร์วลัยหลับตา
จูบแรกไม่ใช่จูบที่เร่าร้อน ไม่ใช่จูบที่บังคับ เป็นจูบที่ลอง—ลองว่าเธอจะถอยไหม ลองว่าเธอจะยอมไหม ลองว่าริมฝีปากของเธอนุ่มอย่างที่พระองค์คิดไหม
เธอไม่ถอย
แต่เธอก็ไม่ตอบ เธอนิ่ง สั่นเทาเหมือนใบไม้ในลม มือกำผ้านุ่งแน่นจนข้อนิ้วขาว
พระองค์ทรงถอนพระโอษฐ์ออก ทอดพระเนตรดูเธอ
"เจ้าสั่น" พระองค์กระซิบ
"หม่อมฉัน... ไม่ได้กลัว" เธอพูด แม้เสียงจะบอกตรงข้าม
"แล้วสั่นเพราะอะไร?"
จันทร์วลัยเปิดตา สบสายพระเนตร
"เพราะ... หม่อมฉันไม่เคยถูกจูบ"
ดวงพระเนตรของพระองค์มืดลง ไม่ใช่ความโกรธ—แต่เป็นอะไรบางอย่างที่ดิบกว่า ดึกดำบรรพ์กว่า ร้อนกว่า ราวกับถ่านไฟที่ถูกเป่าจนลุกโชน
พระหัตถ์ที่จับคางของเธอเลื่อนไปข้างหลังต้นคอ นิ้วพระหัตถ์สอดเข้าไปในผมเปียก ฝ่าพระหัตถ์กดท้ายทอยเธอเบาๆ ดึงเข้าหาพระองค์
จูบที่สองไม่เบาเหมือนจูบแรก
ริมพระโอษฐ์กดลงบนริมฝีปากของเธอหนักขึ้น ร้อนขึ้น ทรงจูบเธอช้าๆ แต่ลึก ริมพระโอษฐ์ล่างดึงริมฝีปากล่างของเธอเบาๆ จันทร์วลัยครางเบาในลำคอโดยไม่ตั้งใจ—เสียงนั้นทำให้มือของพระองค์ที่จับท้ายทอยเธอกระชับขึ้น
มืออีกข้างของพระองค์เอื้อมมา ฝ่าพระหัตถ์วางบนเอวของเธอ ผ่านผ้าสไบบาง ความร้อนจากฝ่ามือของพระองค์แผ่ซึมเข้ามาถึงผิว จันทร์วลัยสะดุ้งเมื่อพระหัตถ์กระชับรอบเอว ดึงเธอเข้าใกล้จนเข่าของเธอแทบชนพระเพลา
จันทร์วลัยยกมือขึ้นทาบบนพระอุระ ไม่ใช่ดัน—แต่ก็ไม่ใช่โอบกอด เป็นการวางมือไว้ตรงนั้น ตรงที่เธอรู้สึกถึงหัวใจของพระองค์เต้นอยู่ใต้ฝ่ามือ เร็วกว่าที่ใบหน้าเย็นชาของพระองค์จะยอมเผยให้เห็น
พระองค์ทรงถอนจูบออกอีกครั้ง ลมพระทัยหนักขึ้น พระนลาฏแนบกับหน้าผากของเธอ ลมหายใจร้อนของทั้งคู่ผสมปนกันในช่องว่างระหว่างริมฝีปาก
"จันทร์วลัย" พระองค์เอ่ยชื่อเธอ ไม่ใช่ "นางสนม" ไม่ใช่ "เจ้า"—แต่เป็นชื่อ
เธอสั่น
"พระองค์..." เธอกระซิบ มือที่วางบนพระอุระรู้สึกถึงกล้ามเนื้อแข็งแกร่งใต้ผ้าคาด ร้อนราวกับเหล็กที่อบอุ่นจากไฟ
พระหัตถ์ที่วางบนเอวของเธอเลื่อนขึ้นตามแนวสันหลัง ช้า นิ้วพระหัตถ์ลากผ่านกระดูกสันหลังทีละข้อ ผ่านผ้าสไบที่บางจนแทบไม่มี จันทร์วลัยหลับตา สูดลมหายใจสั่น มือข้างหนึ่งเกาะพระอุระ อีกข้างกำผ้าโจงกระเบนของพระองค์โดยไม่รู้ตัว
"เจ้าสั่นเพราะไม่เคยถูกจูบ..." พระองค์กระซิบข้างหูเธอ ลมพระทัยร้อนปะทะใบหู "...หรือเพราะเจ้าไม่อยากให้ข้าหยุด?"
จันทร์วลัยกัดริมฝีปากแน่น ไม่ยอมตอบ เพราะเธอไม่แน่ใจว่าคำตอบจะเป็นอะไร—หรือที่จริง เธอแน่ใจ แต่ไม่กล้ายอมรับ
พระองค์ทรงจูบที่ขมับเธอ แล้วเลื่อนลงมาจูบที่โหนกแก้ม จูบที่มุมปาก จูบที่คาง
แล้วจูบลงมาที่ลำคอ
จันทร์วลัยเงยหน้าขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เปิดลำคอขาวให้ริมพระโอษฐ์ ทรงจูบเบาๆ ตรงจุดที่ชีพจรเต้น เธอรู้สึกถึงริมพระโอษฐ์ร้อนบนผิวบางตรงนั้น ยิ่งกว่าเตาไฟ
"พระ... พระองค์..." เธอเรียก เสียงหอบเล็กน้อย มือที่เกาะพระอุระกำแน่นขึ้น
พระองค์ทรงดึงเธอเข้าอ้อมพระกร สองแขนแข็งแกร่งโอบร่างเรียว กดเธอแนบพระอุระ จันทร์วลัยรู้สึกถึงความร้อนจากร่างของพระองค์ทั้งร่าง แข็งแกร่ง กว้าง อบอุ่น ดังราวกับถูกห่อหุ้มด้วยกำแพงที่ปลอดภัยที่สุดในโลก
แต่ก็อันตรายที่สุดในโลกเช่นกัน
ริมพระโอษฐ์ลากจากลำคอขึ้นมาที่ใบหู ทรงกระซิบ
"ข้าจะไม่บังคับเจ้า"
จันทร์วลัยเปิดตา
"ข้าไม่เคยบังคับผู้หญิงคนไหน" พระสุรเสียงทุ้ม หยาบขึ้นจากความต้องการที่กดไว้ "และข้าจะไม่เริ่มกับเจ้า"
แล้วพระองค์ก็ถอนพระกรออก
ช้า ทีละนิ้ว ราวกับทุกเซนติเมตรที่ห่างจากเธอเป็นการลงโทษตัวเอง
พระองค์ทรงถอยกลับไปนั่งที่เดิม หยิบถ้วยสุราขึ้นจิบ พระหัตถ์ที่จับถ้วยสั่นเล็กน้อย—เล็กน้อยจนคนทั่วไปไม่เห็น แต่จันทร์วลัยเห็น
เธอเห็นว่าพระองค์ก็กำลังฝืนเช่นกัน
"ยังไม่ถึงเวลา" พระองค์ตรัส เสียงแข็ง ราวกับพูดกับตัวเองมากกว่าพูดกับเธอ
จันทร์วลัยนั่งนิ่ง หัวใจเต้นรัว ริมฝีปากยังร้อนจากจูบ ผิวยังเสียวซ่านจากสัมผัส ร่างกายยังสั่นจากความใกล้ชิด
เธอไม่รู้ว่า "ยังไม่ถึงเวลา" หมายความว่าอะไร ไม่ถึงเวลาอะไร? รอเวลาอะไร?
แต่ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ—ส่วนที่เธอไม่กล้ายอมรับ—เธอรู้สึกทั้งโล่งใจ... และผิดหวัง
────
"กลับไปนอน" พระองค์ตรัส
จันทร์วลัยลุกขึ้น ขาสั่น เธอก้มกราบถวายบังคมตามธรรมเนียม
"จันทร์วลัย"
เธอหยุดตรงประตู
"พรุ่งนี้ ย้ายของมาที่พระตำหนักข้า เจ้าจะดูแลพระตำหนักนี้"
ไม่ใช่คำถาม ไม่ใช่คำขอ เป็นคำสั่ง
"แล้ว... ท้าวศรีจุฬาลักษณ์..."
"ข้าจะจัดการ"
จันทร์วลัยยืนนิ่ง หันหลังให้พระองค์ มือจับขอบประตู
"เพคะ พระองค์"
เธอเปิดประตู ก้าวออกไปในความมืด
────
ลมกลางคืนพัดมาเย็นจัด ปะทะกับผิวที่ยังร้อนจากสัมผัสของพระองค์ จันทร์วลัยเดินกลับเรือนนอนคนเดียว ไม่มีโคมไฟ มีแค่แสงดาว
เธอยกมือขึ้นแตะริมฝีปาก
ยังร้อน ยังรู้สึกถึงริมพระโอษฐ์ที่กดลงมา ยังได้กลิ่นจันทน์ที่ติดมาจากพระอุระ
หัวใจยังเต้นรัว
_ข้าบอกตัวเองว่าจะไม่อ่อนไหว_
_แต่..._
เธอกำมือลง ปล่อยริมฝีปาก
_"ยังไม่ถึงเวลา" พระองค์ตรัส_
_หมายความว่า... จะมีเวลาที่ "ถึง" ใช่ไหม?_
_และเมื่อวันนั้นมาถึง... ข้าจะทำอย่างไร?_
จันทร์วลัยเดินเร็วขึ้น ราวกับหนีจากคำถามในใจตัวเอง
แต่ไม่ว่าจะเดินเร็วแค่ไหน กลิ่นจันทน์ก็ยังตามเธอมาจนถึงเรือนนอน
และเมื่อเธอปิดตานอน ภาพสุดท้ายที่เห็นไม่ใช่ความมืด
แต่เป็นแสงเทียนสะท้อนในดวงพระเนตรสีดำ ที่มองเธอราวกับเธอเป็นสิ่งเดียวในโลกที่พระองค์ต้องการ
และเป็นสิ่งเดียวที่พระองค์ไม่กล้าหยิบ
────
ในเรือนรับรอง องค์ชายอิศวรยังไม่บรรทม
พระองค์ประทับนิ่ง มองจุดที่จันทร์วลัยนั่งเมื่อครู่ ผ้าแพรยังเป็นรอยยับจากน้ำหนักตัวเธอ กลิ่นมะลิจากผมเปียกของเธอยังลอยอ่อนๆ อยู่ในอากาศ
พระองค์ยกพระหัตถ์ขึ้น มองนิ้วที่เพิ่งสัมผัสผมของเธอ ผิวของเธอ ริมฝีปากของเธอ
ทรงกำพระหัตถ์แน่น
"ข้าจะไม่บังคับเจ้า" พระองค์ตรัสซ้ำกับตัวเอง เสียงแหบ
_แต่เจ้าทำให้ข้าอยากเป็นคนที่แตกต่าง_
_เจ้าทำให้ข้าอยากเป็นคนที่ไม่ต้องกลัวจะสูญเสีย_
_เจ้าทำให้ข้าอยากเป็นคนที่..._
พระองค์หยิบถ้วยสุราขึ้น ดื่มจนหมด
_...คู่ควรกับเจ้า_
แสงเทียนดวงสุดท้ายริบหรี่แล้วดับ
ความมืดกลืนเรือนรับรอง
แต่กลิ่นมะลิยังอยู่
────────────────────────────────────── จบตอนที่ 6 ตอนต่อไป: ตอนที่ 7 - ในพระตำหนัก ──────────────────────────────────────