สวาทลับในวังหลวง
งานสมโภช
ตอนฟรีตอนที่ 5: งานสมโภช
──────────────────────────────────────
ข่าวงานสมโภชพระราชวังแพร่ไปทั่วทุกเรือน
ทุกปีในเดือนหก เมื่อข้าวเปลือกเต็มยุ้งฉางและท้องพระคลังอุดมสมบูรณ์ พระราชบิดาจะทรงจัดงานสมโภชพระราชวังเป็นเวลาสามวันสามคืน มีการละเล่น จุดพลุ เลี้ยงขุนนาง และที่สำคัญที่สุด—การรำถวายของนางในฝ่ายใน
ท้าวศรีจุฬาลักษณ์คัดเลือกนางสนมที่จะรำถวายด้วยตนเอง ปกตินางจะเลือกคนที่ตนเองโปรดปราน คนที่สวย คนที่รำเก่ง เพื่อให้พระราชบิดาทรงพอพระทัยและเป็นหน้าเป็นตาให้ฝ่ายใน
แต่ปีนี้ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์มีแผนอื่น
"จันทร์วลัย"
จันเงยหน้าจากกองผ้าที่กำลังพับอยู่ในโรงครัว ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ยืนอยู่ตรงประตู แต่งองค์สง่าในผ้าไหมสีชมพูเข้ม เครื่องประดับทองคำประดับทั้งคอและข้อมือ สายตาของนางไม่มีความเป็นมิตรแม้แต่น้อย แต่ริมฝีปากยิ้มบางราวกับมีดกรีด
"เพคะ ท่านท้าว"
"เจ้าจะรำถวายในงานสมโภช"
จันทร์วลัยชะงัก แก้วตาที่ยืนอยู่ข้างๆ เปิดตาโพลง
"ท่านท้าว... หม่อมฉันไม่เคยซ้อมกับคณะรำของฝ่ายใน จะไปรำถวายได้อย่างไร"
"ก็ฝึกสิ" ท้าวศรีจุฬาลักษณ์พูดเฉยๆ "งานอีกห้าวัน เจ้ามีเวลาพอ"
"แต่ท่านท้าว—"
"ข้าไม่ได้ถาม" น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเย็นเฉียบ "ข้าสั่ง ถ้าเจ้ารำไม่ดี เสียหน้าฝ่ายในต่อพระพักตร์พระราชบิดา... เจ้ารู้นะว่าโทษจะเป็นอย่างไร"
แล้วนางก็หมุนตัวจากไป ทิ้งกลิ่นน้ำมันหอมและความร้ายกาจไว้เบื้องหลัง
แก้วตารอจนท้าวศรีจุฬาลักษณ์ลับสายตา แล้วกระซิบ
"คุณหญิง! นี่มันกับดักชัดๆ! ท่านท้าวอยากให้คุณหญิงรำเสียๆ หายๆ ต่อพระพักตร์พระราชบิดา แล้วจะได้ลงโทษอีก!"
จันทร์วลัยรู้ เธอเห็นความร้ายในสายตาของท้าวศรีจุฬาลักษณ์ชัดเจน
แต่เธอยิ้มบาง
"แก้วตา... ข้ารำเป็น"
"อะ... อะไรนะคะ?"
"พ่อข้าจ้างครูรำมาสอนข้าตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ" จันทร์วลัยลุกขึ้น สะบัดมือปัดฝุ่นจากผ้านุ่ง "ข้ารำระบำสี่ภาค ระบำนพรัตน์ และรำฟ้อนเล็บเชียงใหม่ได้ พ่อข้าบอกว่า ลูกสาวขุนนางต้องรำเป็น เพราะวันหนึ่งอาจต้องรำถวาย"
แก้วตาอ้าปากค้าง
"งั้น... ท้าวศรีจุฬาลักษณ์คิดผิดถนัด!"
"อย่าเพิ่งดีใจ" จันทร์วลัยเตือน "ท้าวยังอาจมีแผนอื่น เราต้องระวัง"
────
ห้าวันต่อมา ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
จันทร์วลัยฝึกรำทุกคืนหลังเสร็จงาน เธอใช้ลานหลังเรือนนอนที่ไม่ค่อมีคนผ่าน ฝึกในแสงจันทร์และแสงเทียน แก้วตาคอยตีจังหวะให้ด้วยปี่พาทย์เล็กที่ยืมมาจากโรงดนตรี
ท่ารำกลับมาเร็วกว่าที่คิด ร่างกายจำได้แม้จิตใจจะลืม มือที่เคยจีบนิ้ว เท้าที่เคยย่ำจังหวะ สะโพกที่เคยส่ายตามทำนอง—ทุกอย่างกลับมาราวกับเพิ่งฝึกเมื่อวาน
แต่จันทร์วลัยไม่ได้แค่ฝึกรำเดิม เธอดัดแปลงท่ารำให้เข้ากับเพลงที่จะใช้ในงานสมโภช เธอเลือกรำ "ระบำทิพย์นารี" ท่าที่ว่ากันว่างดงามที่สุดในบรรดาระบำราชสำนัก—และยากที่สุด
"คุณหญิง ท่านี้ยากมากนะคะ" แก้วตาเตือน "ถ้ารำพลาดแม้แต่จังหวะเดียว..."
"ข้าไม่พลาด" จันทร์วลัยพูดเรียบๆ มือจีบอย่างนุ่มนวล ส่งนิ้วเรียวยาวขึ้นเหนือศีรษะ แล้วก้าวเท้าอย่างแผ่วเบาราวกับไม่มีน้ำหนัก "พ่อบอกว่า ถ้าจะทำอะไร จงทำให้ดีที่สุด ไม่ใช่แค่พอผ่าน"
แก้วตามองจันทร์วลัยรำในแสงจันทร์ ผ้าไหมบางพลิ้วตามลม ผมยาวสลวยหลุดจากมวยปล่อยลงมา ร่างเรียวอ่อนช้อยราวกับนาง ในจิตรกรรม
"สวย..." แก้วตาอุทานเบาๆ "สวยจริงๆ ค่ะ คุณหญิง"
────
วันงานสมโภชมาถึง
พระราชวังถูกประดับประดาอย่างวิจิตร โคมไฟแก้วสีเหลืองทองแขวนระย้าเรียงรายตั้งแต่ประตูวังจนถึงท้องพระโรง พรมแดงปูจากบันไดถึงพระแท่น ดอกมะลิและดอกจำปาร้อยเป็นพวงมาลัยประดับทุกเสา กลิ่นกำยานและไม้จันทน์ลอยอบอวลในอากาศ
ขุนนางข้าราชการมาเต็มท้องพระโรง สวมชุดเต็มยศ ผ้าไหมเนื้อดี เครื่องราชอิสริยาภรณ์ประดับอก ทหารแต่งเกราะยืนเรียงสองข้าง
พระราชบิดาประทับบนพระแท่นสูงสุด ทรงฉลองพระองค์ปักทอง พระมงกุฎเพชรส่องแสงระยิบ แม้จะทรงชรา แต่พระบารมียังคงทำให้ทุกคนก้มหัว
องค์ชายอิศวรประทับทางซ้ายของพระแท่น ฉลองพระองค์สีดำปักไหมเงิน ดาบวางอยู่ข้างพระแท่น แม้ในงานเลี้ยง พระองค์ก็ไม่เคยห่างจากดาบ พระพักตร์เย็นชาเหมือนเคย สายพระเนตรกวาดไปทั่วท้องพระโรงราวกับประเมินสนามรบ
องค์ชายพี่ประทับทางขวา ผ้าไหมทอทอง เครื่องประดับเพชรพลอย ทรงยิ้มทักทายขุนนางอย่างเป็นกันเอง ตรงข้ามกับน้องชายที่ไม่สนใจใคร
"เริ่มการแสดงได้" พระราชบิดาตรัส
ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ก้มกราบถวาย แล้วปรบมือสัญญาณให้คณะดนตรีเริ่ม
เสียงปี่พาทย์ดังขึ้น ทำนองเพลงไทยเดิมไพเราะแผ่วเบา นางสนมกลุ่มแรกเดินออกมาเรียงแถว รำระบำต้อนรับอย่างงดงาม ทุกคนแต่งชุดผ้าไหมสีทอง ดอกมะลิประดับผม เครื่องประดับเงินส่องแสง
พระราชบิดาทรงพยักพระพักตร์ พอพระทัย ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
แล้วก็ถึงคิวจันทร์วลัย
"ระบำทิพย์นารี ถวายโดยนางสนมจันทร์วลัย" เสียงประกาศดังขึ้น
ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ยิ้มมุมปาก รอดูจันทร์วลัยทำเสียหน้า เธอจงใจไม่ให้ชุดดีๆ แก่จัน ให้แต่ผ้าไหมเก่าสีซีดและเครื่องประดับสัมฤทธิ์ราคาถูก ต่างจากนางสนมคนอื่นที่ได้ผ้าทอทองและเครื่องเงิน
แต่เมื่อจันทร์วลัยก้าวออกมากลางท้องพระโรง ทุกสายตาหยุดนิ่ง
เธอไม่ได้สวยเพราะเครื่องประดับ
ผ้าไหมสีขาวนวลพลิ้วตามลม ไม่มีทองไม่มีเพชร แต่กลับทำให้ผิวขาวผุดผ่องของเธอเด่นขึ้น ดอกมะลิสดช่อเดียวเสียบที่มวยผม กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมาถึงแถวหน้า ใบหน้ารูปไข่ ตาสีน้ำตาลเข้มที่เป็นประกาย ริมฝีปากสีชมพูอิ่ม—เรียบง่าย แต่งดงามจนหยุดมอง
จันทร์วลัยยกมือขึ้นไหว้ ก้มศีรษะถวายบังคม แล้วเธอก็เริ่มรำ
เสียงปี่พาทย์เปลี่ยนทำนอง ช้าลง ลึกขึ้น ทำนองระบำทิพย์นารี—ท่ารำที่ว่ากันว่ายากที่สุดในราชสำนัก
จันทร์วลัยจีบนิ้วมือทั้งสิบอย่างนุ่มนวล ยกมือขึ้นเหนือศีรษะช้าๆ แล้วก้าวเท้าไปข้างหน้า ร่างเรียวอ่อนช้อยราวกับดอกบัวที่เบ่งบานในลม ทุกท่วงท่าแม่นยำ ทุกจังหวะกลมกลืนกับเสียงดนตรีราวกับเป็นส่วนหนึ่งของเพลง
ข้อมือหมุนช้า นิ้วเรียวสะบัดอย่างละเอียดอ่อน สะโพกส่ายตามจังหวะ ผ้าไหมพลิ้วตามการเคลื่อนไหว แสงเทียนสะท้อนบนผิวขาวนวลราวกับแสงจันทร์บนน้ำนิ่ง
เมื่อถึงท่ากลาง จันทร์วลัยหมุนตัวช้าๆ ผมยาวที่ปล่อยลงมาจากมวยพลิ้วตามลม ร่างเรียวหมุนอย่างสง่างาม แขนทั้งสองกางออกราวกับปีกหงส์ แล้วเธอก็ย่อตัวลง ค่อยๆ พับร่างลงจนเข่าแตะพื้น หลังโค้งอย่างอ่อนช้อย มือทั้งสองเหยียดออกราวกับถวายดอกไม้แด่ท้องฟ้า
ท้องพระโรงเงียบสนิท
ไม่มีเสียงกระซิบ ไม่มีเสียงพัด ไม่มีแม้แต่เสียงหายใจ ทุกคนจ้องมองจันทร์วลัยราวกับมนตร์สะกด
ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ค่อยๆ ลดยิ้มลง สีหน้าเปลี่ยนจากเยาะเย้ยเป็นตะลึง แล้วเป็นขุ่นเคือง
จันทร์วลัยรำต่อ ท่าสุดท้าย—ท่าทิพย์อัปสร เธอยืนขึ้นช้าๆ ยกเท้าซ้ายขึ้นจนแนบน่อง มือซ้ายจีบอยู่ระดับอก มือขวายกขึ้นเหนือศีรษะ ร่างทั้งร่างนิ่งสนิทราวกับรูปปั้น
แล้วเธอก็ค่อยๆ ลดตัวลง ก้มศีรษะถวายบังคม จบ
เสียงปี่พาทย์หยุด
ความเงียบกินเวลาสามจังหวะหัวใจ
แล้วเสียงปรบมือก็ดังขึ้น จากขุนนางแถวหน้า แล้วแพร่ไปทั่วท้องพระโรง ดังกึกก้องราวกับฝนกระหน่ำหลังคาวัง
พระราชบิดาทรงพยักพระพักตร์ช้าๆ พระพักตร์แย้มพระสรวล
"ดี" พระองค์ตรัส "ดีนัก ข้าไม่เห็นใครรำท่าทิพย์นารีได้งามขนาดนี้มานานแล้ว"
ท้าวศรีจุฬาลักษณ์กัดฟัน ก้มหน้า
จันทร์วลัยยังคงก้มศีรษะอยู่ ไม่กล้าเงยหน้า เธอได้ยินเสียงปรบมือ รู้สึกถึงสายตาร้อยๆ คู่ที่จ้องมอง หัวใจเต้นรัว—ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะโล่งใจ
เธอทำได้
_พ่อ... ลูกรำได้ค่ะ เหมือนที่พ่อสอน_
────
องค์ชายอิศวรไม่ได้ปรบมือ
พระองค์ประทับนิ่ง พระหัตถ์วางอยู่บนพระเพลา สายพระเนตรจับจ้องอยู่ที่จันทร์วลัยตลอดการรำ ไม่ได้มองที่อื่นแม้แต่วินาทีเดียว
เมื่อจันทร์วลัยก้มศีรษะถวายบังคม ผมยาวสีดำไหลลงมาปิดใบหน้า พระองค์เห็นดอกมะลิที่เสียบอยู่ในผมของเธอ—ดอกมะลิ กลิ่นเดียวกับที่ลอยมาในสวนวันนั้น
พระหัตถ์ขวาขยับเล็กน้อย เหมือนจะยกขึ้น แต่พระองค์กดลงไว้
ขุนศึกที่ยืนอยู่ข้างพระแท่นแอบมองพระองค์ เขาติดตามองค์ชายมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยเห็นพระองค์จ้องมองหญิงใดนานขนาดนี้
────
แต่ไม่ใช่แค่องค์ชายอิศวรที่มองจันทร์วลัย
องค์ชายพี่ทรงเอนพระวรกายไปข้างหน้าตลอดการรำ พระหัตถ์กุมพัดงาแน่น สายพระเนตรไม่ได้ซ่อนความชื่นชม—และความต้องการ
เมื่อเสียงปรบมือเงียบลง องค์ชายพี่ทรงยกพระหัตถ์ขึ้น
"ทูลเกล้า" พระองค์ตรัสกับพระราชบิดา น้ำพระสุรเสียงนุ่มนวล "นางสนมคนนี้รำได้งดงามยิ่งนัก ลูกขอพระราชทานอนุญาตให้นางมาดูแลพระตำหนักของลูก จะได้ฝึกรำถวายเป็นประจำ"
ท้องพระโรงเงียบลงอีกครั้ง
จันทร์วลัยเงยหน้าขึ้น ตาเบิกกว้าง
ท้าวศรีจุฬาลักษณ์สะดุ้ง
องค์ชายอิศวรหันพระพักตร์ไปมองพระเชษฐา ช้าๆ
"อิศวร มีอะไรจะว่าหรือไม่?" พระราชบิดาทรงถาม ทรงสังเกตเห็นสายพระเนตรของพระโอรสองค์ที่สาม
องค์ชายอิศวรนิ่งไปสักครู่ แล้วตรัส
"ทูลเกล้า" พระสุรเสียงเรียบเฉย ไม่มีอารมณ์ "ลูกต้องการนางสนมดูแลพระตำหนักของลูกเช่นกัน พระตำหนักของลูกยังขาดคนจัดการ นางสนมคนนี้ดูมีความสามารถ"
องค์ชายพี่ทรงยิ้ม แต่สายพระเนตรเย็นลง
"น้องชาย ข้าขอก่อน"
"ข้าไม่ได้แข่งกับพี่" องค์ชายอิศวรตรัส ไม่สบพระเนตรพระเชษฐา แต่พระสุรเสียงหนักแน่น "ข้าแค่แจ้งความประสงค์"
พระราชบิดาทอดพระเนตรพระโอรสทั้งสองสลับกัน พระองค์ทรงเห็นอะไรบางอย่างในสายพระเนตรของลูกชายทั้งสอง—สิ่งที่พ่อรู้จักดี
ทรงถอนพระทัยเบาๆ
"เรื่องนี้ให้ท้าวศรีจุฬาลักษณ์จัดการตามความเหมาะสม" พระราชบิดาตรัส ไม่ทรงตัดสินให้ฝ่ายใด
ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ก้มกราบถวาย ภายในใจปั่นป่วน เธอไม่อยากให้จันทร์วลัยไปอยู่กับองค์ชายไหนทั้งนั้น—ยิ่งจันได้หน้า เธอยิ่งเสียอำนาจ
────
งานเลี้ยงดำเนินต่อไป แต่จันทร์วลัยถอยกลับมานั่งหลังม่านกับนางสนมคนอื่น หัวใจยังเต้นไม่หยุด
"คุณหญิง!" แก้วตาวิ่งมาหา ตาเป็นประกาย "คุณหญิงรำสวยมากค่ะ! ทุกคนตะลึงหมดเลย!"
"เบาๆ หน่อย แก้วตา" จันทร์วลัยกระซิบ
"แต่คุณหญิงได้ยินไหมคะ? องค์ชายพี่ทรงขอตัวคุณหญิงไปอยู่พระตำหนัก! แล้วองค์ชายอิศวรก็—"
"ข้าได้ยิน" จันทร์วลัยตัดบท เสียงเครียด
เธอไม่ได้ดีใจ เธอกลัว
สองพระราชโอรสแย่งนางสนมคนหนึ่งต่อพระพักตร์พระราชบิดา ไม่ว่าจะไปอยู่กับองค์ใด อีกองค์ก็จะไม่พอพระทัย และท้าวศรีจุฬาลักษณ์ก็จะยิ่งเกลียดเธอมากขึ้น
_ข้าไม่ได้อยากเป็นของแย่งชิงของใคร_
_ข้าแค่อยากเอาตัวรอด_
────
งานเลี้ยงเลิกเมื่อยามสาม ขุนนางทยอยกลับ นางสนมถูกสั่งให้กลับเรือนนอน
จันทร์วลัยเดินตามทางกลับในความมืด แสงเทียนจากโคมที่แก้วตาถือส่องทางให้เธอ ลมกลางคืนพัดมาเย็นสบาย กลิ่นดอกมะลิจากสวนลอยมาอ่อนๆ
"จันทร์วลัย"
เสียงเรียกมาจากเงามืดข้างทาง
จันทร์วลัยหยุด แก้วตาจับแขนเธอแน่น
ขุนศึกก้าวออกมาจากเงาต้นไม้ ร่างสูงใหญ่ในชุดทหาร สีหน้าเรียบเฉย
"องค์ชายอิศวรรับสั่งให้นางสนมจันทร์วลัยเข้าเฝ้าที่พระตำหนัก พรุ่งนี้เช้า"
จันทร์วลัยนิ่ง
"ด้วยเรื่องอะไร" เธอถาม
ขุนศึกมองเธอ ดวงตาของเขาไม่มีอารมณ์ เหมือนเจ้านายของเขา
"พระองค์ไม่ได้ตรัสเรื่องอะไร ทรงบอกแค่ว่า—ให้นางมา"
"และถ้าหม่อมฉันไม่ไป?"
ขุนศึกเงียบไปครู่ แล้วพูดเสียงต่ำ
"ข้าแนะนำว่า... ไปเถอะ"
ไม่ใช่คำขู่ แต่เป็นคำเตือนจากคนที่รู้จักเจ้านายดี
จันทร์วลัยกัดริมฝีปาก
"เพคะ หม่อมฉันจะไป"
ขุนศึกพยักหน้า แล้วหายเข้าไปในเงามืดเหมือนที่มา
แก้วตากระซิบด้วยเสียงสั่น "คุณหญิง... องค์ชายเรียกเข้าเฝ้าตอนเช้า ที่พระตำหนัก... คุณหญิงจะไปจริงๆ หรือคะ?"
จันทร์วลัยเดินต่อ
"ข้าไม่มีทางเลือก แก้วตา" เธอพูดเบาๆ "ในวังนี้ ถ้าองค์ชายเรียก นางสนมปฏิเสธไม่ได้"
"แต่—"
"แต่ข้าจะไปในฐานะจันทร์วลัย ลูกสาวขุนศรีภักดี" เสียงของเธอแข็งขึ้น "ไม่ใช่ในฐานะของเล่นที่ใครหยิบมาเมื่อไหร่ก็ได้"
แก้วตาจับมือจันทร์วลัยแน่น จันบีบมือแก้วตาตอบ
────
คืนนั้นจันทร์วลัยนอนไม่หลับอีกแล้ว
เธอนอนมองเพดาน ฟังเสียงจิ้งหรีดร้อง คิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้
เธอรำได้ดี ดีเกินคาด ดีจนองค์ชายสองพระองค์แย่งกันขอตัวเธอ
นี่ควรเป็นเรื่องดี แต่ในวังหลวง ไม่มีอะไร "ดี" โดยไม่มีราคาที่ต้องจ่าย
_องค์ชายพี่ต้องการอะไรจากข้า? ทรงชื่นชมความงาม หรือต้องการใช้ข้าเป็นเครื่องมือทิ่มแทงน้องชาย?_
_องค์ชายอิศวรต้องการอะไรจากข้า? ทรงสนพระทัยจริง หรือแค่ไม่อยากเสียของให้พี่?_
_และข้า... ข้าต้องการอะไร?_
จันทร์วลัยหลับตา
ภาพที่ลอยมาในหัวไม่ใช่องค์ชายในชุดเต็มยศบนพระแท่น
แต่เป็นชายในชุดสามัญที่นั่งอ่านหนังสือในสวนมะลิ ถามเธอว่าชอบดอกอะไร
เธอเปิดตา
_ไม่... อย่าคิดมาก_
_พรุ่งนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไร ข้าต้องตั้งสติ ข้าต้องฉลาด ข้าต้องเอาตัวรอด_
_เพื่อพ่อ_
เธอพลิกตัว หลับตาอีกครั้ง บังคับให้นอนหลับ
แต่ในความมืดหลังเปลือกตา เธอยังเห็นสายพระเนตรสีดำสนิทคู่นั้น
สายตาที่จ้องเธออย่างไม่วางตาตลอดการรำ
สายตาที่ไม่เย็นชาเหมือนที่ทุกคนว่า
แต่มีบางอย่างลุกโชนอยู่ข้างใน—เหมือนถ่านไฟที่ถูกเถ้ากลบ
ร้อนอยู่ข้างใน แม้ข้างนอกจะเย็น
จันทร์วลัยกำมือแน่น
_พรุ่งนี้... ข้าจะเจอพระองค์_
_และข้าจะไม่ให้ตัวเองอ่อนไหว_
_ไม่ว่าจะยากแค่ไหนก็ตาม_
────────────────────────────────────── จบตอนที่ 5 ตอนต่อไป: ตอนที่ 6 - ราตรีในเรือนรับรอง ──────────────────────────────────────